
แนะไทยเพิ่มสัดส่วนต่างชาติถือหุ้น
หอการค้าต่างประเทศแนะไทยปรับสัดส่วนถือหุ้นต่างชาติเพิ่มเป็น 51% รองรับเออีซี
หอการค้าต่างประเทศแนะไทยปรับสัดส่วนถือหุ้นต่างชาติเพิ่มเป็น 51% รองรับเออีซี
นายนันดอร์ วอนเดอร์ ลู ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนา “Thailand’s Investment Environment : Looking forward” ที่จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจำเป็นต้องมีหัวรถจักรตัวใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติต้องการเข้ามาลงทุนในเมืองไทย แต่บางเรื่องยังถือเป็นอุปสรรคที่ควรต้องแก้ไขอยู่ โดยเฉพาะพ.ร.บ.การลงทุนต่างประเทศที่จำเป็นต้องทบทวนให้มีความทันสมัย โดยการปรับสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติให้เพิ่มขึ้นเป็น 51% จากปัจจุบันที่ 49% เพื่อรองรับต่อการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
รวมถึงการะบวนการ ขั้นตอน การเข้ามาลงทุนที่ซับซ้อน ต้องปรับปรุงให้มีขั้นตอนที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานดำเนินการได้ตามระบบ และช่วยลดการเกิดคอร์รัปชั่นได้อีกทางหนึ่ง
ขณะเดียวกันการให้การส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ถือว่ามีความสำคัญมากต่อการลงทุน แต่บีโอไอควรจะปรับบทบาทใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมภาคบริการมากขึ้น เพราะปัจจุบันให้การส่งเสริมเฉพาะภาคการผลิตอย่างเดียวไม่ได้แล้ว โดยบีโอไอต้องทำหน้าที่ประสานงานระหว่างกระทรวงต่างๆ และบูรณาการนโยบายของแต่ละกระทรวงให้ได้
ทั้งนี้ บีโอไอควรจะไปขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ขึ้นกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะเป็นหน่วยงานที่ต้องบูรณการงานจากหลายหน่วยงาน และเลขาธิการควรจะขึ้นมาอยู่ในระดับซี 11 เพื่อให้มีระดับเทียบเท่ากับผู้บริการกระทรวงทุกแห่ง และสามารถประสานงานกันได้ง่ายขึ้น แต่ที่ผ่านมาไม่เห็นมีการพัฒนาที่จริงจัง จึงทำให้การจัดอันดับการเข้ามาทำธุรกิจอย่างสะดวกของไทยตกลงมาอยู่ที่ 19 ในปี 2554 จาก 16 ในปี 2553
“บีโอไอต้องเล่นบทบาทใหม่ ไม่ใช่ให้แต่สิทธิประโยชน์ภาษี เพราะไทยกำลังก้าวสู่การเป็นเออีซี ที่การลงทุนจะเคลื่อนย้ายกันอย่างเสรี” นายวอนเดอร์ลู กล่าว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.ต้องมียุทธศาสตร์การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค 2.การพัฒนาท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสหกรรมใหม่จะเกิดขึ้นหรือไม่ เพื่อให้อุตสาหกรรมมีความต่อเนื่องในการลงทุน 3. การก้าวสู่การผลิตโดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี ให้เข้าถึงเอสเอ็มอี
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนเลือกไปลงทุนที่อื่น สังคมไทยจึงต้องปรับแนวคิดใหม่ แต่จากการสำรวจของเอแบคโพลเกี่ยวกับความคิดเห็นกรณีการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาล พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 64.5% ยอมรับได้ถ้าทุจริตคอรัปชั่นแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรืองประชาชนกินดีอยู่ดี ตนเองได้รับประโยชน์ และมีเพียง 35.5%เท่านั้นที่ยอมรับไม่ได้ ดังนั้นในวันที่ 3 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น 23 องค์กร เพื่อหารือถึงมาตรการที่เข้มข้นว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง







