
ตัดสิทธิ์โควตา ค.เหลือ 3 ปี เเก้ปัญหาน้ำตาลตึงตัว
กน.เตรียมวิธีป้องกันน้ำตาลทรายในประเทศตึงตัว ป้องกันการลักลอบส่งออก ตรวจสอบการจำหน่ายในประเทศ ตัดสิทธิ์ผู้ใช้โควตา ค. 5 ปี หากเปลี่ยนมาใช้โควตาก.แทน หลังปริมาณน้ำตาลค้างกระดานลดลง
กน.เตรียมวิธีป้องกันน้ำตาลทรายในประเทศตึงตัว ป้องกันการลักลอบส่งออก ตรวจสอบการจำหน่ายในประเทศ ตัดสิทธิ์ผู้ใช้โควตา ค. 5 ปี หากเปลี่ยนมาใช้โควตาก.แทน หลังปริมาณน้ำตาลค้างกระดานลดลง
นายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผย ภายหลังการประชุมคณะกรรมการน้ำตาลทราย (กน.) ว่า สถานการณ์น้ำตาลทรายขณะนี้อยู่ในภาวะไม่ปกติ เนื่องจากเศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้ความต้องการใช้น้ำตาลทรายมีมากขึ้นจากทั้งภาคอุตสาหกรรม และการบริโภคของประชาชน ส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลค้างกระดานลดลง โดยขณะนี้มีปริมาณน้ำตาลค้างกระดานอยู่ 3 แสนกระสอบ จากปกติที่มี 4 แสนกระสอบ
ทั้งนี้ ที่ประชุมจึงหาแนวทางการแก้ปัญหาแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ 1.ดูแลปัญหาการลักลอบส่งออกน้ำตาลทรายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริเวณชายแดน ซึ่งจะมีการประสานงานกับตำรวจและกรมศุลกากรให้เข้ามาดูแลเป็นพิเศษ 2.มอบหมายให้กรมการค้าภายในตรวจสอบการจำหน่ายน้ำตาลของยี่ปั๋ว ซาปั๋ว เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลน และไม่ให้ขายเกินราคาที่กำหนด รวมทั้งตรวจสอบว่ามีน้ำตาลไปกองที่ส่วนไหนบ้าง
3. สำหรับผู้ส่งออกที่มาขอใช้สิทธิ์น้ำตาลทรายโควตา ค (น้ำตาลเพื่อการส่งออก) แล้วเปลี่ยนมาใช้น้ำตาลโควตา ก (น้ำตาลเพื่อบริโภคในประเทศ) แทน จะตัดสิทธิ์การใช้น้ำตาลโควตา ค เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมติจากกน.นี้จะนำเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ เพื่อออกเป็นประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป เนื่องจากราคาน้ำตาลที่ขึ้นลงจะมีวงจรประมาณ 3-5 ปี หากตัดสิทธิ์เพียง 1-2 ปี ผู้ส่งออกจะไม่กลัว
สำหรับวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้หากได้ผลจะไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำตาลโควตา ก. และในช่วงนี้ยังเป็นช่วงต้นฤดูกาลมีเวลาหีบออ้อยอยู่ จึงมีหลายวิธีที่จะแก้ไขปัญหาน้ำตาลขาดแคลนได้ เช่น การขึ้นงวดน้ำตาลล่วงหน้า เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำตาลค้างกระดานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปริมาณน้ำตาลโควตา ก.จำนวน 21 ล้านกระสอบจึงเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศแน่นอน
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจ และสายงานผลิตและเทคนิค บริษัทน้ำตาลขอนแก่น กล่าวว่า ต้องการให้มีการป้องกันการลักลอบส่งออกน้ำตาลทรายให้เข้มงวด เพราะน้ำตาลที่ไหลออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านจะกระทบต่อระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งถ้าราคาน้ำตาลทรายขาวยังอยู่ที่ระดับตันละ 700 เหรียญสหรัฐ ก็ไม่ควรเพิ่มการขึ้นงวดให้มากกว่าปกติที่กำหนดสัปดาห์ละ 4.03 แสนกระสอบ เพราะการเพิ่มปริมาณขึ้นงวดจะเป็นตัวเร่งให้น้ำตาลไหลออกนอกประเทศ ซึ่งโรงงานน้ำตาลคาดว่าราคาน้ำตาลจะอยู่ในระดับสูงมากเช่นนี้ไป 2-3 เดือน และหลังจากนั้นราคาจะคลี่คลายลง
ถ้ามีการป้องกันการลักลอบส่งออกน้ำตาลได้ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มโควตา ก.ซึ่งขณะนี้โรงงานน้ำตาลได้ทำสัญญาส่งออกน้ำตาลล่วงหน้าไปแล้วประมาณ 90 % ตามบริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย โดยถ้า กนอ.กำหนดให้เพิ่มน้ำตาลโควตา ก.อาจทำให้บางโรงงานต้องซื้อน้ำตาลส่งออกกลับคืนมาเพื่อมาขายในประเทศ เพราะถ้าภาครัฐกำหนดมาตรการป้องกันน้ำตาลขาดแคลนออกมาแล้วโรงงานก็ต้องดำเนินการตาม โดยผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตาลและไม่ควรซื้อกักตุนไว้” นายชลัช กล่าว







