
BJCทุ่ม1,195ล้านเทกโอเวอร์‘เอเซียบุ๊คส’
BJC ของ “เจ้าพ่อน้ำเมา” ให้กู้บริษัทลูกทุ่มซื้อเอเซียบุ๊คส 1,195 ล้านบาท เผยร้านหนังสือชื่อดังขาดทุนสะสม 325 ล้านบาท
BJC ของ “เจ้าพ่อน้ำเมา” ให้กู้บริษัทลูกทุ่มซื้อเอเซียบุ๊คส 1,195 ล้านบาท เผยร้านหนังสือชื่อดังขาดทุนสะสม 325 ล้านบาท
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ BJC เห็นชอบให้บริษัทย่อยคือ บีเจซี อินเตอร์เนชั่นแนล (บีเจไอ) เข้าซื้อหุ้นบริษัท เอเซียบุ๊คส ทั้งหมด 100% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วมูลค่าทั้งสิ้น 1,195 ล้านบาท
ทั้งนี้ BJC ได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับซื้อบริษัท เอเซียบุ๊คส และกิจการร้านหนังสือในวงเงินรวมไม่เกิน 1,200 ล้านบาท หรือ 13.06% ของยอดสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิ (ณ เดือน มี.ค. 2554 เท่ากับ 9,188 ล้านบาท)
สำหรับวิธีการช่วยเหลือทางการเงินนั้นแบ่งเป็นสองแนวทางที่อาจให้กู้วงเงินไม่เกิน 1,200 ล้านบาท หรือบีเจไอเพิ่มทุนวงเงินดังกล่าวโดย BJC เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน
ปัจจุบันบริษัท เอเซียบุ๊คส มีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้ว 301,724,000 บาท โดยมีกองทุนเพื่อการร่วมทุน ถือหุ้นสัดส่วน 57.99% และเจอร์เนิล โฮลดิ้งส์ ถือสัดส่วน 42% และมีกรรมการบริษัทหลายคน อาทิ นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา บริษัท เอเซียบุ๊คส ประสบปัญหาขาดทุนมาหลายปี อาทิ ปี 2549 ขาดทุนสุทธิ 39 ล้านบาท ปี 2550 ขาดทุนอีก 196 ล้านบาท ส่วนปี 2551 พลิกมามีกำไรสุทธิเล็กน้อย 9.8 ล้านบาท และปี 2552 กลับมาขาดทุนอีก 173 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นปี 2552 บริษัทมีขาดทุนสะสม 325.61 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 147 ล้านบาท และสินทรัพย์รวม 598.44 ล้านบาท
ราคาหุ้น BJC วันที่ 19 ก.ค. ปรับตัวขึ้น 0.40 จุด หรือ 1.95% มาปิดที่ 20.90 บาท ตามภาวะตลาดโดยรวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2554 ของ BJC จะออกมาเติบโตดีเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ชะลอตัวตามฤดูกาลและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นเทียบไตรมาสแรกปีนี้
บริษัทมีการขยายตัวต่อเนื่องตามการเพิ่มกำลังผลิตกระป๋องอะลูมิเนียมทั้งในไทยและเวียดนาม และมีการตั้งโรงงานผลิตทิชชูและเพิ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จัดจำหน่ายในเวียดนาม
นอกจากนั้น คาดว่าสัดส่วนยอดขายต่างประเทศจะเพิ่มจาก 8.4% ปีก่อนมาเป็น 15% ปีนี้ และเป็น 50% ใน 3-4 ปีข้างหน้าแนะนำซื้อหุ้นให้ราคาเป้าหมายหุ้นละ 23 บาท







