posttoday
โตโยต้าหวั่นค่าจ้าง 300 บาท ฉุดศักยภาพไทยส่งออกรถ

โตโยต้าหวั่นค่าจ้าง 300 บาท ฉุดศักยภาพไทยส่งออกรถ

20 กรกฎาคม 2554

นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทนั้น

นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทนั้น

แม้ว่าจะทำให้ภาคแรงงานดีอกดีใจกันยกใหญ่ แต่นโยบายดังกล่าวกลับเป็นดาบสองคม ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เดือดร้อนไม่น้อยทีเดียว

เคียวอิจิ ทานาดะ กล่าวว่า นโยบายการขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาท ของพรรคเพื่อไทยนั้น แม้ว่าจะส่งผลดีต่อภาคแรงงานให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นตามไปด้วย แต่ในแง่ของผู้ประกอบการต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด เนื่องจากหากรัฐบาลมีนโยบายปรับขึ้นค่าจ้าง แล้วปล่อยให้ค่าครองชีพปรับสูงมากกว่าค่าจ้างที่เพิ่มมากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์

นอกจากนี้ การปรับเพิ่มขึ้นของค่าจ้างส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือกลุ่มเอสเอ็มอีเป็นหลัก ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่เองได้รับผลกระทบในเรื่องนี้น้อยกว่ากลุ่มเอสเอ็มอี

“ผลกระทบหลักๆ จะเกิดกับผู้ผลิตชิ้นส่วนมากกว่า เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเมื่อต้นทุนผลิตชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น ราคาอะไหล่ก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยเพื่อการส่งออกเสียไปด้วย เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นและบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ก็ต้องหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ใหม่แทนประเทศไทย ซึ่งก็รวมถึงโตโยต้าด้วย”

โตโยต้าหวั่นค่าจ้าง 300 บาท ฉุดศักยภาพไทยส่งออกรถ

สำหรับนโยบายการปรับลดภาษีนิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 23% บริษัทขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์ แต่เอสเอ็มอีได้ประโยชน์ในส่วนนี้น้อยมาก เพราะเอสเอ็มอีบางรายเสียภาษีไม่ถึง 30% ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากนัก

นินนาท ไชยธีระภิญโญ รองประธานกรรมการ บริษัท โตโยต้า กล่าวว่า การขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาท หรือค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น 40% หมายความว่า ภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการให้มีการเพิ่มผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก 40% ตามค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนของโตโยต้านั้นจะปฏิบัติตามมติของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หากมีมติให้ปรับขึ้นค่าจ้าง ก็พร้อมปฏิบัติตาม

ทานาดะ กล่าวถึงสถานการณ์รถยนต์ครึ่งปีแรกว่า สามารถสร้างสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์ของตลาดรถยนต์ในประเทศ ด้วยอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 21.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยรถเพื่อการพาณิชย์เพิ่มขึ้น 17.2% รถยนต์นั่งเพิ่มขึ้น 26.3% โดยเฉพาะตลาดรถกระบะ 1 ตัน ที่ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รวมถึงรถยนต์นั่งที่เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งอุตสาหกรรมมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 8.2 แสนคัน

“แม้ว่าช่วงต้นปี 2554 เป็นช่วงเวลาที่บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จากเหตุการณ์สึนามิ แต่ด้วยความร่วมมือและความสนับสนุนจากทุกด้านทำให้การผลิตฟื้นเร็วกว่าคาด รวมถึงความต้องการของตลาดที่สูงขึ้น ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในครึ่งปีแรก สามารถสร้างสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์ของตลาดรถยนต์ในประเทศ”

การขยายตัวดังกล่าว เป็นผลมาจากการที่ตลาดรถยนต์เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดรถกระบะ 1 ตัน ที่ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รวมถึงรถยนต์นั่งที่เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสภาวะทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ดีขึ้น และมีเสถียรภาพมากขึ้นนับตั้งแต่ไตรมาสแรก

ส่วนการส่งออกในครึ่งปีแรกนั้นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิเช่นกัน โดยโตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปทั้งสิ้น 136,074 คัน ลดลง 17.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่า 57,409 ล้านบาท ส่งออกชิ้นส่วนมูลค่า 24,435 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าการส่งออกที่นำรายได้กลับสู่ประเทศเป็นเงิน 81,844 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มของตลาดรถยนต์ครึ่งหลังของปี 2554 จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าปีนี้ยอดขายรถยนต์รวมจะสูงกว่า 9 แสนคัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 12.4% โดยแบ่งเป็นตลาดรถยนต์นั่ง 4.1 แสนคัน และรถเพื่อการพาณิชย์ 4.9 แสนคัน และคาดว่าในปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์จะสามารถผลิตรถได้มากขึ้นถึง 1.8 ล้านคัน

ทั้งนี้ ตลาดรถกระบะยังคงเป็นตลาดสำคัญและเป็น “Product Champion” ของประเทศไทย จากการที่ภาคการเกษตรได้ฟื้นตัวจากราคาสินค้าทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังการซื้อสูงขึ้นรวมถึงความต้องการรถกระบะจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ล้วนส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย

การส่งออกของโตโยต้าในปีนี้ คาดว่าจะมีการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปประมาณ 328,800 คัน ลดลง 2% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 1.36 แสนล้านบาท ส่งออกชิ้นส่วน มูลค่า 5.3 หมื่นล้านบาท รวมมูลค่าการส่งออกทั้งหมดถึง 1.89 แสนล้านบาท ทั้งนี้การลดลงของการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปนั้นเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิในช่วงครึ่งปีแรกของปี

ทานาดะ กล่าวว่า ในปี 2555 โตโยต้าจะเปิดตัวรถยนต์นั่งที่สามารถให้น้ำมัน E85 ได้ ลงสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทย และกำลังอยู่ระหว่างการรอให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน หลังจากนั้นจะขอเข้าพบรัฐบาล เพื่อขอความชัดเจนในเรื่องทิศทางพลังงานทดแทนของประเทศไทย ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนพลังงานทดแทนใดเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นก๊าซซีเอ็นจี เอทานอล หรือพลังงานไฟฟ้า เพื่อที่จะได้สามารถนำมากำหนดทิศทางการพัฒนาโปรดักต์ของโตโยต้าให้เหมาะสมกับนโยบายของรัฐบาลได้

“เราต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลสนับสนุนพลังงานทดแทนหลายอย่างพร้อมๆ กัน ทำให้ผู้ผลิตสับสน แต่หลังจากรัฐบาลฟอร์มทีมได้แล้ว เราจะเข้าไปหารือเพื่อขอความชัดเจนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง” ทานาดะ กล่าวอย่างมีความหวัง


 

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ