
น้ำท่วม-การเมืองฉุดดัชนีอุตฯมิ.ย.ร่วง
ส.อ.ท. เผย ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสหกรรมมิ.ย.ทรุด ที่ระดับ 107.4 จากระดับ 108.3 ในเดือนพ.ค. ชี้อุทกภัยเหนือ-ปัญหาการเมืองเป็นตัวฉุด
ส.อ.ท. เผย ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสหกรรมมิ.ย.ทรุด ที่ระดับ 107.4 จากระดับ 108.3 ในเดือนพ.ค. ชี้อุทกภัยเหนือ-ปัญหาการเมืองเป็นตัวฉุด
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนมิ.ย.2554 พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 107.4 จากระดับ 108.3 ในเดือนพ.ค. โดยเป็นผลจากภาวะน้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคเหนือ ความกังวลเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ประกอบการกังวลว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้นหลังการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางมีค่าดัชนีลดลงเล็กน้อย โดยขนาดเล็กมีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 95.7 ปรับตัวลดลงจาก 110.3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน เนื่องจากมีปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือ รวมถึงยอดส่งออกแผ่นกระเบื้องและหินอ่อนลดลง อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ เพราะปุ๋ยชีวภาพและผลิตภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชมียอดขายในประเทศลดลง ส่วนอุตสาหกรรมขนาดกลางค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 104.2 จาก 104.3 มีอุตสาหกรรมเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักรกลการเกษตร ที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง เพราะขาดแรงงาน และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
ด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 121.2 จาก 112.1 โดยกลุ่มที่มีค่าดัชนีเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มสิ่งทอ ที่ยอดขายผลิตภัณฑ์เส้นด้าย ผ้าทอ เพิ่มขึ้นจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน ผลิตภัณฑ์ประเภทเส้นใย เส้นไหมดิบ ด้าย มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น กลุ่มรวมทั้งอุตสาหกรรมอาหาร และปิโตรเคมี
“อุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ขนาดเล็กและขนาดกลางมีค่าดัชนีลดลง รัฐบาลจึงต้องเข้าไปดูแลผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น เนื่องจากอาจประสบปัญหาอยู่ เช่น ด้านต้นทุนการผลิต เป็นต้น” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 113.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 111.2 ในเดือนพ.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการเชื่อว่าปัญหาทางการเมืองจะคลี่คลายไปในทางที่ดี และได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ
สำหรับสภาวะแวดล้อมในการดำเนินกิจการ พบว่าผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมา คือ สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สถานการณ์ทางการเมือง และอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยส่วนใหญ่เห็นว่า ภาครัฐควรเร่งหาแนวทางการลดผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ รวมถึงควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้แข็งค่ามากนัก เร่งสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคล แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน สนับสนุนการผลิตเหล็กต้นน้ำและวางยุทธศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำ รวมทั้งเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ







