
บี.ซี.เอฟ.แนะรัฐขึ้นค่าแรงแบบขั้นบันได
บี.ซี.เอฟ.แกรนด์วู้ด ชี้ขาดแคลนยังเป็นปัญหาใหญ่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่ขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำกระทบต้นทุนผลิตพุ่ง แนะรัฐควรขึ้นเป็นขั้นบันได
บี.ซี.เอฟ.แกรนด์วู้ด ชี้ขาดแคลนยังเป็นปัญหาใหญ่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่ขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำกระทบต้นทุนผลิตพุ่ง แนะรัฐควรขึ้นเป็นขั้นบันได
นายวิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.ซี.เอฟ แกรนด์วู้ด ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ครัวเรือนและสำนักงานแบรนด์ชัวร์ (Sure) เปิดเผยว่าปัจจุบันธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และธุรกิจสิ่งทอ นั้นใช้แรงงานจำนวนมาก และยังประสบปัญหากับภาวะการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากขณะนี้บริษัทฯมีแผนจะขยายโรงงานเพิ่มอีก 8,000 ตร.ม. ที่จ.สมุทรสาคร โดยจะใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งจะก่อสร้างเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า
“ขณะนี้ บริษัทฯอยู่ระหว่างขอหน่วยงานรัฐเพื่อใช้แรงงานต่างด้าวจำนวน 1,000 ราย เนื่องจากเริ่มมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ยิ่งหากนโยบายภาครัฐมีการปรับขึ้นค่าแรงงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาท จะยิ่งเป็นปัญหาหนักเพราะจะส่งผลกระทบกับค่าจ้างแรงงานทั้งระบบ ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้นมาก และก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งทางที่ดีภาครัฐควรจะปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานเป็นสเต็ป เป็นการทะยอยปรับไม่ใช่เป็นการปรับขึ้นทีเดียว ปัจจุบันค่าจ้างแรงงานนั้นคิดเป็น 20% ของต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ” นายวิรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตามบริษัทฯมีแผนที่จะหันไปพึ่งเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการใช้แรงงานคน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปรียบเทียบเรื่องต้นทุน หากมีการใช้เครื่องจักรมากขึ้นจะสามารถลดต้นทุนด้านแรงงานได้มากแค่ไหน
สำหรับในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 470 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 85% ส่งออก15% ส่วนใหญ่ส่งไปประเทศญี่ปุ่น และในอาเซียน ซึ่งเติบโตจากปีก่อน 15% ที่มียอดขายรวม 410 ล้านบาท ขณะนี้บริษัทฯมีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 260 ราย โดยในจำนวนดังกล่าวมีตัวแทนจำหน่ายหลัก ที่ใช้พื้นที่โชว์รูมขนาดใหญ่ 400-1,000 ตร.ม. จำนวน 35 ราย ซึ่งจนถึงสิ้นปีนี้บริษัทฯมีแผนจะเพิ่มตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่อีก 12 ราย แต่ละรายบริษัทฯให้การสนับสนุนด้านเงินทุนในการเปิดโชว์รูมตั้งแต่จำนวน 3 แสนบาทจนถึง 1 ล้านบาท
ปัจจุบันรูปแบบการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายคิดเป็นสัดส่วน 60% ,การขายผ่านร้านโมเดิร์นเทรด เช่น แมคโคร ออฟฟิศ ดีโป โฮมโปร โฮมเวิร์ค 20% อีก 20% ขายผ่านไปยังหน่วยงานภาครัฐและโครงการจัดสรร แต่คาดว่าภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้าบริษัทฯคาดว่าสัดส่วนการขายจะเปลี่ยน โดยจะเพิ่มส้ัดส่วนงานโครงการภาครัฐและเอกชนมากขึ้นเป็น 30% การขายผ่านร้านโมเดิร์นเทรดจะเหลือ 10% ขณะที่การขายผ่านตัวแทนจำหน่ายนั้นยังคงสัดส่วนไว้ที่ 60% เท่าเดิม







