posttoday
นักลงทุนยังไม่กังวลมากปัญหาหนี้สหรัฐ

นักลงทุนยังไม่กังวลมากปัญหาหนี้สหรัฐ

19 กรกฎาคม 2554

สวัสดีครับทุกท่าน นับจากนี้ไปคาดว่าประเด็นในเรื่องการขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ

สวัสดีครับทุกท่าน นับจากนี้ไปคาดว่าประเด็นในเรื่องการขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ

โดย..สุกิจ อุดมศิริกุล

จะเป็นเรื่องที่นักลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากใกล้ถึงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องเพิ่มเพดานหนี้เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในวันที่ 3 ส.ค. หลังจากระดับหนี้ภาครัฐบาลของสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 14.294 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าถึงระดับเพดานก่อหนี้ไปแล้ว

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ

lรัฐสภาสหรัฐจะเพิ่มเพดานหนี้ทันวันที่ 2 ส.ค. หรือไม่ และอย่างไร

จะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 3 ส.ค. หากสภายังไม่เพิ่มเพดานหนี้

ประเด็นแรก คือ รัฐสภาสหรัฐจะเพิ่มเพดานหนี้ทันวันที่ 2 ส.ค.หรือไม่ และอย่างไร

ผมมีความเห็นว่า หากประเมินจากผลกระทบหากรัฐสภาของสหรัฐไม่เพิ่มเพดานหนี้ให้กับรัฐบาลเพื่อกู้เงินโดยออกพันธบัตรไปชำระคืนหนี้และดอกเบี้ย รวมถึงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำ จะส่งผลกระทบในแง่ลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจสหรัฐเอง รวมถึงเศรษฐกิจและตลาดการเงินของโลกซึ่งก็จะกลับมากระทบต่อสหรัฐในที่สุด นอกจากนี้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ที่เสียหายในรอบนี้ไม่ใช่เพียงภาคเอกชนแต่เป็นธนาคารกลาง อย่างเช่น จีน และญี่ปุ่น ซึ่งโดยรวมคาดว่าจะมีผลกระทบรุนแรงมากกว่าการล้มละลายของสถาบันการเงินอย่าง Lehman Brothers อย่างแน่นอน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะปรับตัวขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อต้นทุนของพันธบัตรและตราสารหนี้อื่นๆ ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้นโอกาสที่รัฐสภาสหรัฐจะไม่เพิ่มเพดานหนี้ให้กับรัฐบาลสหรัฐจึงไม่มี

 

นักลงทุนยังไม่กังวลมากปัญหาหนี้สหรัฐ

ผมประเมินต่อไปว่า เหตุผลที่ทางรัฐสภาสหรัฐยังไม่ยอมตกลงขยายเพดานหนี้สินของสหรัฐ เนื่องจากยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลดการขาดดุลการคลังของสหรัฐ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อแลกกับเพดานหนี้ที่เพิ่มขึ้นในวงเงินเท่ากัน รวมถึงประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด คือ การเพิ่มภาษี ทั้งในด้านภาษีที่จัดเก็บจากพลังงาน กำไรจากดอกเบี้ยของกองทุน เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลปัจจุบันคงจะหนักใจ เพราะกระทบต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2555 อย่างแน่นอน

แนวทางในการเพิ่มเพดานหนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ 3 แนวทาง คือ 1) การขยายเพดานหนี้วันที่ 2 ส.ค. ซึ่งกรณีนี้จะดีที่สุดต่อตลาดหุ้น 2) การขยายเพดานหนี้เพียงชั่วคราว ในวงเงินที่พอเพียงสำหรับการใช้จ่ายและการคืนหนี้ที่ครบกำหนด แนวทางนี้ยังคงไม่ดีต่อตลาดหุ้น แต่มีโอกาสเกิดขึ้น และ 3) ขยายเพดานหนี้ไม่ทันวันที่ 2 ส.ค. แต่จะขยายหลังจากนั้นไม่นาน กรณีนี้จะมีผลกระทบด้านลบต่อตลาดหุ้นมากที่สุดในระยะสั้น และมีโอกาสเกิดขึ้นได้

ประเด็นที่สอง คือ จะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 3 ส.ค. หากสภายังไม่เพิ่มเพดานหนี้

หากรัฐสภาไม่ขยายเพดานหนี้ในวันที่ 2 ส.ค. จะส่งผลรัฐบาลไม่มีงบประมาณเพื่อใช้จ่ายในวันที่ 3 ส.ค. ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระมูลค่า 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวอาจสามารถแก้ไขได้โดยการใช้เงินคงคลังที่มีเหลืออยู่ แต่ค่าใช้จ่ายที่คาดว่ารัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องชำระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องขยายเพดานเงินกู้ ได้แก่ การชำระคืนดอกเบี้ยที่ครบกำหนดชำระในวันที่ 15 ส.ค. ไม่เช่นนั้นสหรัฐจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือเป็นระดับ Default ซึ่งผลเสียมีมากมายแน่นอน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถสะท้อนให้เห็นภาพได้ว่านักลงทุนในสหรัฐยังคงไม่ได้กังวลต่อเรื่องดังกล่าวมากนัก ดังนั้นเราก็ไม่ควรที่จะกังวลมากเกินไปเช่นกัน เพียงแต่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก็เพียงพอ เพื่อจะได้แก้ไขได้หากเกิดเหตุการณ์ที่ผิดไปจากการคาดการณ์ ทั้งนี้สามารถประเมินได้จากดัชนีวัดความกลัวของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ได้แก่ VIX Index ซึ่งจะเห็นว่า VIX Index ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต ส่วนระดับค่าประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 5 ปี มีการปรับตัวขึ้นนับตั้งแต่ถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเตือนว่าจะลดอันดับความน่าเชื่อถือ แต่ก็ยังคงปรับขึ้นไม่มาก หากเทียบกับประเทศในยุโรป

ค่าประกันความเสี่ยงของพันธบัตรสหรัฐ (US CDS) และดัชนีความกลัวของนักลงทุน (VIX Index)

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสหรัฐยังคงดูไม่ดีอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ เพราะการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐหมายถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐจะขาดแรงกระตุ้น โดยเฉพาะการจ้างงานที่เห็นได้ชัดเจนว่าการจ้างงานของภาครัฐบาลเพิ่มขึ้นติดต่อกันมา 23 เดือนแล้ว

ในขณะที่มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีการออกมาปรับลดคาดการณ์ GDP สำหรับไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2554 อีกในไม่ช้า เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นผลลบต่อตลาดหุ้น และราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐแย่ลงไปอีกก็จะส่งผลให้การคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบาย QE3 กลับมาเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งกรณีนี้จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะสั้นได้เช่นกัน

กลยุทธ์การลงทุน

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้ ผมแนะนำว่า นักลงทุนควรใช้จังหวะเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาอ่อนตัว โดยแบ่งเงินเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก บริเวณดัชนีฯ 1,060 จุด และ ส่วนที่สอง ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ บริเวณดัชนีฯ 1,030 จุด ซึ่งประเมินว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก เนื่องจากประเมินจากค่า PER 11.70 เท่า ซึ่งเป็นค่า PER ต่ำสุดของตลาดหุ้นไทยหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2550 โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก ไอซีที และรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเป็นหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศเป็นหลัก

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ  

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี