
แบงก์ฝ่ามรสุมกำไรยังอู้ฟู่
ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะยังมีปัจจัยลบแค่ไหน เศรษฐกิจนอกประเทศ การเมืองภายในรุมเร้า
ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะยังมีปัจจัยลบแค่ไหน เศรษฐกิจนอกประเทศ การเมืองภายในรุมเร้า
แต่ต้องถือว่าธนาคารพาณิชย์ยังมีผลการดำเนินงานที่งดงามให้ผู้ถือหุ้นได้ชื่นใจได้เสมอ
ผลการดำเนินงานของธนาคารกสิกรไทยน่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถทำกำไรครึ่งปีได้ถึง 1.34 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 45.23% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
นอกจากโชว์ผลงานทั้งจำนวนเงินที่มากขึ้นแล้ว ยังแสดงศักยภาพของธนาคารที่ทำกำไรขยายตัวแบบก้าวกระโดดที่ดีวันดีคืน
สมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยในไตรมาส 2 ปีนี้มีกำไรสุทธิ 7,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 1,204 ล้านบาท หรือ 19.69% และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนถึง 2,175 ล้านบาท หรือ 42.29%
ธนาคารกสิกรไทยยังมีรายได้ดอกเบี้ยที่ขยายตัวดี โดยไตรมาส 2 มีรายได้จากดอกเบี้ย 1.39 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 999 ล้านบาท หรือ 7.72%
เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2,562 ล้านบาท หรือ 22.51%
ขณะที่อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) อยู่ที่ระดับ 3.56% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีถึง 9,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 866 ล้านบาท หรือ 10.49% และเพิ่มขึ้น 1,872 ล้านบาท หรือ 25.82% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน รายได้ที่โดดเด่นที่สุด มาจากการขายเบี้ยประกันภัย
ส่งผลให้ผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2554 มีถึง 1.34 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 4,183 ล้านบาท หรือ 45.23%
จำแนกเป็นรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 2.68 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,615 ล้านบาท หรือ 20.72% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 1.02 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,836 ล้านบาท หรือ 21.83%
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 1.73 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,569 ล้านบาท หรือ 25.85%
หากภาพการทำธุรกิจของกสิกรไทยยังไม่เด่นชัดพอ ลองพิจารณาภาพการดำเนินงานของทิสโก้และเกียรตินาคิน ก็มองเห็นภาพจิ๊กซอว์ได้ชัด
อรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับเป้าการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็นมากกว่า 20% หลังจากที่สินเชื่อในครึ่งปีแรกเติบโตได้สูงถึง 16.9% โดยสินเชื่อรายย่อยเติบโตขึ้น 13.4% สินเชื่อเอสเอ็มอี 26.3% และสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของทิสโก้ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 5% ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และการที่ธนาคารมีฐานสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่คิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ถึง 98% ของฐานสินเชื่อรวม
อรนุช คาดว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จะอยู่ที่ 4%
ธนาคารเกียรตินาคิน ประกาศผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปีนี้ว่า สามารถขยายสินเชื่อรวมได้ 13.6% จากเป้าที่วางไว้ 16-19% โดยมีสินเชื่อรวม 1.219 แสนล้านบาท ทำให้ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 1,302 ล้านบาท ลดลง 17.8% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปีก่อน
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปีนี้ธนาคารมีกำไรสุทธิรวม 697 ล้านบาท ลดลง 9.0% แต่มีรายได้จากการดำเนินงานทั้งสิ้น 2,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.7% เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 14.6% โดยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.6%
สาเหตุที่กำไรธนาคารเกียรตินาคินลดลง เพราะกำไรจากการขายทรัพย์สินรอการขายแค่ 306 ล้านบาท ลดลง 2.1% ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 25.4% โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น มีค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ หลังจากที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 3.25% จะทำให้ส่วนต่างของดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์เริ่มลดลง
ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ขึ้นดอกเบี้ยทุกประเภท โดยดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ และตั๋วแลกเงินปรับขึ้น 0.10-0.35% และขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25%
สอดคล้องกับ สิริณัฏฐา เตชะศิริวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ประเมินว่า การที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับสูงกว่าเงินฝากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในระบบจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย
“ปีที่ผ่านมาธนาคารขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าเงินกู้ แต่ในปีนี้เริ่มขึ้นเงินกู้มากกว่า เพราะมั่นใจว่าจะมีการลงทุนและความต้องการสินเชื่อในระบบสูง แต่แบงก์คงไม่ได้ประโยชน์อะไรเพราะต้นทุนการแข่งขันระดมเงินฝากก็สูงเช่นกัน” สิริณัฏฐา กล่าว
ขณะที่ วิไลลักษณ์ ภัทรวนากุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส กล่าวว่า แม้ว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากน้อยมากเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้ แต่จะไม่ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิเฉลี่ยของธนาคารในปีนี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากขณะนี้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากในระบบอยู่ใกล้ระดับ 100% แล้ว ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเร่งระดมเงินฝากเพื่อรองรับสินเชื่อที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง ผ่านแคมเปญเงินฝากพิเศษดอกเบี้ยสูง
นอกจากนี้ภาวะเงินเฟ้อยังเป็นแรงกดดันให้ธนาคาร ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้ใกล้เคียงระดับเงินเฟ้อ
“แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากบนกระดานจะดูปรับขึ้นน้อยกว่าเงินกู้ แต่ต้นทุนจากการออกแคมเปญเงินฝากพิเศษประเภท 4 เดือน 5 เดือน 7 เดือนก็สูงพอสมควร นอกจากนี้ธนาคารยังเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ขึ้นสูงกว่า 0.75% ให้สะท้อนกับเงินเฟ้อ ดังนั้นส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารในปีนี้จะไม่ขยับมากนักจากต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น” วิไลลักษณ์ กล่าวในตอนท้าย







