posttoday
การนำบริษัทครอบครัวกับการวางแผนกฎหมาย

การนำบริษัทครอบครัวกับการวางแผนกฎหมาย

19 กรกฎาคม 2554

กับภาษีในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการวางแผนทางกฎหมาย

กับภาษีในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการวางแผนทางกฎหมาย

โดย..กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ 

ตอนนี้ขอกล่าวถึงประเด็นการวางแผนภาษีของการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ข้อพิจารณาในการวางแผนภาษีอากร

โดยทั่วไปข้อพิจารณาในการวางแผนภาษีอากรในการที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น จะเกี่ยวข้องกับบุคคล 2 กลุ่ม คือ

1.โครงสร้างผู้ถือหุ้นปัจจุบันของบริษัท

2.ตัวบริษัทที่จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเอง และการปรับโครงสร้างของบริษัทในกลุ่มที่อาจต้องมีการซื้อควบรวมกิจการก่อนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียน

ในส่วนภาระภาษีของผู้ถือหุ้นของบริษัท มีข้อพิจารณาในการวางแผนภาษีดังนี้

1.จะต้องมีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อให้พิจารณาดูว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทหลังจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทควรเป็นเช่นไร เช่น จะเป็นบุคคลธรรมดา หรือเป็นนิติบุคคลในลักษณะของบริษัทโฮลดิง หรือนิติบุคคลต่างประเทศ เพราะผลที่เกิดขึ้นย่อมจะแตกต่างกัน หากมีการจ่ายเงินปันผล หรือการขายหุ้นของบริษัทในอนาคต

กล่าวคือ ถ้าหากผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นบุคคลธรรมดา ผลได้จากทุนหรือกำไรจากการขายหุ้นนั้นจะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนำมารวมเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ถ้าหากผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย กำไรที่ได้จากการขายหุ้นก็จะต้องนำมาเสียภาษีกำไรในอัตราร้อยละ 15, 25, 30 แล้วแต่กรณี

แต่บริษัทก็สามารถนำผลขาดทุนจากการประกอบการมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ หรือหากปรากฏว่าผู้ถือหุ้นนั้นเป็นบริษัทต่างประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนบางประเทศ กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain) อาจจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศไทย (ปัจจุบันประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีมีอยู่ด้วยกัน 54 ประเทศ)

ส่วนจะดูว่าประเทศไหนจะได้รับยกเว้นนั้น ต้องตรวจดูอนุสัญญาภาษีซ้อนเป็นแต่ละประเทศไป หรือถ้าหากเป็นกรณีบริษัทต่างประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน เช่น จากบริษัท BVI, Cayman และไม่ได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ก็อาจต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15

ดังนั้น ในการที่จะปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าผู้ประกอบกิจการมีความประสงค์จะทำอย่างไรกับหุ้นที่ตนถืออยู่ มีความประสงค์ที่จะนำหุ้นเดิมที่ตนมีอยู่ออกขาย หรือนำหุ้นที่ออกใหม่ออกขายในอนาคตหรือไม่

แต่ถ้าขายต้องการขายเป็นจำนวนเท่าใด บางธุรกิจครอบครัวอาจกระจายหุ้นให้บุคคลธรรมดาถือหุ้นไว้ทั้งหมดเพื่อขายในตลาด แล้วไม่ต้องเสียภาษี แต่อาจมีข้อตกลงว่าทุกคนต้องนำผลประโยชน์กลับเข้ามากองกลาง หรือกงสี เพื่อให้คณะกรรมการครอบครัวจัดสรรอีกทีก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ได้รับว่าต้องเสียภาษีแบบใด

เพราะสิ่งเหล่านี้จะนำมาเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจว่าควรจะเลือกองค์กรธุรกิจรูปแบบใดมาเป็นผู้ถือหุ้นก่อนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องมาจากภาระภาษีที่แตกต่างกัน

แต่ทั้งนี้เจ้าของกิจการคงต้องดูประเด็นในทางกฎหมายด้วยว่า จะควบคุมการดำเนินกิจการต่อไปอย่างไร เช่น อาจต้องมีการจัดตั้งบริษัทโฮลดิงเข้ามาถือหุ้นก็ได้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น

2.ในกรณีที่ต้องพิจารณาปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อนเข้าตลาดฯ แล้วจะเห็นว่าการที่บริษัทมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาอยู่ก่อนทั้งหมดก็จะง่ายแก่การปรับโครงสร้าง เพราะบุคคลธรรมดานี้สามารถโอนขายหุ้นของตนเองในราคาต่ำกว่าราคาตลาด (Market Value) หรือต่ำกว่าราคาที่ปรากฏทางบัญชี (Book Value) ได้ แต่ต้องดูภาระภาษีของผู้รับโอนด้วย

ฉะนั้น การที่จะมีการโอนขายหุ้นจึงมีความสำคัญยิ่งว่าจะโอนขายหุ้นจากบุคคลธรรมดาให้บริษัทอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นนิติบุคคลทั้งในหรือต่างประเทศ หรือจากบริษัทให้แก่บุคคลธรรมดา

อย่างไรก็ตาม การจะขายหุ้นเดิมหรือหุ้นใหม่เมื่อบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่คณะกรรมการหลักทรัพย์จะกำหนดในภายหลังว่า ผู้ถือหุ้นเก่าหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะขายหุ้นเดิมได้แค่ไหน เพียงไร และรวมทั้งจะต้องมีระยะเวลาที่เรียกว่า Silence Period ที่ห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ทำการขายหุ้นของตนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในมูลค่าของหลักทรัพย์ จึงเป็นรายละเอียดที่เจ้าของกิจการจะต้องพิจารณาประกอบด้วย

ในการจัดโครงสร้างสำหรับผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบริษัทจำกัดนั้น ยังมีข้อที่แตกต่างอีก 2 เรื่อง คือ

หากจะโอนขายหุ้น ต้องโอนราคาตลาด หรือราคาทางบัญชี

และถ้ามีผลขาดทุนจากการซื้อหรือขายหุ้น ก็สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ถ้าหากผู้ประกอบการเห็นว่าในการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นนั้น บริษัทที่จะถือหุ้นยังมีผลขาดทุนอยู่ ก็อาจจะต้องมีการโอนหุ้นที่คาดว่าจะมีการขายหุ้นให้แก่บริษัทที่มีผลขาดทุนได้ และก็เป็นวิธีการวางแผนภาษีอากรอีกวิธีหนึ่งในการใช้บริษัทที่ขาดทุน

อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดานั้น ถึงแม้ว่าการขายหุ้นจะขายต่ำกว่าราคาตลาด (Market Value) หรือต่ำกว่าราคาตามบัญชี (Book Value) หรือโอนให้โดยไม่มีค่าตอบแทนนั้น ก็อาจมีข้อพิจารณาทางกฎหมายที่กรมสรรพากรอาจจะนำมาพิจารณา ก็คือมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ไว้ตอนหน้าเรามาดูในข้อกฎหมายกันต่อนะครับ 
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท