
สินเชื่อบ้านครึ่งปีแรกหด
ลด15%จากปีก่อนรัฐอัดฉีดถล่มหาเสียง0%ได้ไม่คุ้มเสีย
ลด15%จากปีก่อนรัฐอัดฉีดถล่มหาเสียง0%ได้ไม่คุ้มเสีย
ธนาคารกสิกรไทย ระบุสินเชื่อที่อยู่อาศัยครึ่งปีแรก ลดจากปีก่อน 15% คาดสิ้นปีนี้อาจปล่อยเกือบ 3 แสนล้าน
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ของตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยในครึ่งปีแรกปีนี้ลดลงจากช่วงเดียวกันในปี 2553 ประมาณ 10-15% หรือประมาณ 1.7-1.8 แสนล้านบาท เนื่องจากในปีดังกล่าวมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ถึง 3 ครั้ง ทำให้การปล่อยสินเชื่อเติบโตแบบก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังนี้ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะเติบโตขึ้นหรือมีสินเชื่อที่อยู่ปล่อยใหม่ประมาณ 2 แสนล้านบาท เนื่องจากเป็นฤดูกาลซื้อบ้าน อีกทั้งสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มชัดเจนมากขึ้น ซึ่งตลอดปีนี้คาดว่าจะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เกือบ 3 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ธนาคารจะไม่ลงไปแข่งขันปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ย 0% เป็นเวลานานๆ ยกเว้นระยะสั้นในช่วงที่ต้องการทำโปรโมชัน เนื่องจากการไม่คิดดอกเบี้ยจะทำให้ธนาคารขาดทุน เช่น ดอกเบี้ย 0% 1 ปี จะทำให้ธนาคารขาดทุน 3 ปี หลังจากนั้นจะเริ่มมีกำไรในปีที่ 4 ถ้า 0% 2 ปี ธนาคารจะขาดทุน 5 ปี เริ่มมีกำไรปีที่ 6 และ 0% 5 ปี ธนาคารจะขาดทุน 14 ปี เริ่มมีกำไรปีที่ 15
นายชาติชาย กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด นอกจากนี้การที่อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ราคาสินค้าที่ปรับขึ้นมานั้นส่งผลให้ผู้บริโภคมีความสามารถในการซื้อลดลง ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้ปรับตัวด้วยการพัฒนาบ้านหรือห้องชุดให้มีขนาดเล็กลง หรือฟังก์ชั่นใช้สอยเพื่อให้สามารถขายได้ในราคาเดิม ส่วนการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้ากู้ซื้อบ้าน ยอมรับว่าลูกค้าที่ซื้อบ้านจากโครงการของผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงจะได้รับการพิจารณามากกว่าโครงการของผู้ประกอบการทั่วไป เนื่องจากมีความเสี่ยงน้อยกว่า เพราะทางโครงการจะพิจารณา ลูกค้าในระดับหนึ่งแล้ว
ด้านนายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยไทย กล่าวว่า โครงการดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี สำหรับผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรกวงเงินไม่เกิน 4 ล้านบาท ของรัฐบาลใหม่ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง รัฐบาลจะต้องเสียงบประมาณในจำนวนที่มากด้วยการจ่ายชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงิน ในขณะที่ประชาชนที่ได้รับประโยชน์มีจำนวนน้อย
หากคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในปัจจุบันอยู่ที่ 6% ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี รัฐบาลจะต้องชดเชยให้แก่สถาบันการเงินจำนวน 30% เช่น วงเงินกู้ 1 ล้านบาท รัฐบาลต้องชดเชยปีละ 6,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เท่ากับ 3 หมื่นบาท หากวงเงินปล่อยกู้ในโครงการ 1 แสนล้านบาท ก็เท่ากับว่ารัฐบาลต้องจ่ายเงินอุดหนุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ในขณะที่จำนวนผู้กู้เฉลี่ยที่หลังละไม่เกิน 2 ล้านบาท จะมีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เพียง 5 หมื่นรายเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า“รัฐบาลควรเอาเงินจำนวนนี้ไปสร้างประโยชน์ให้แก่คน มากกว่านี้ เช่นสนับสนุนให้คนไทยออมเงินเพื่อซื้อบ้านจะดีกว่า เช่น การให้ดอกเบี้ยเพิ่ม 35 % จากที่สถาบันการเงินให้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะใช้งบประมาณน้อยกว่าแต่ได้ประโยชน์มาก เพราะหากต้องใช้เงินออมเพื่อดาวน์บ้านก็จะทำให้คนเกิดความรักบ้านมากยิ่งขึ้นไม่ยอมให้กลายเป็นหนี้เสีย” นายกิตติ กล่าวว่า และย้ำว่า ในอีก 23 ปีข้างหน้าไทยอาจประสบกับปัญหาวิกฤตหนี้เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรปเผชิญก่อนหน้านี้ หากรัฐบาลยังสนับสนุนให้ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว







