posttoday
ต้องเลือก ก่อนไฟฟ้าดับ ถ่านหิน-พลังลม-แสงอาทิตย์-ก๊าซ!

ต้องเลือก ก่อนไฟฟ้าดับ ถ่านหิน-พลังลม-แสงอาทิตย์-ก๊าซ!

18 กรกฎาคม 2554

ด้วยอัตราการเพิ่มของการใช้ไฟฟ้าในเมืองไทย ที่ขึ้นมากถึง 1.5% ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

ด้วยอัตราการเพิ่มของการใช้ไฟฟ้าในเมืองไทย ที่ขึ้นมากถึง 1.5% ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

หรือจีดีพี ในทุก 1% ทำให้การใช้ไฟฟ้าของเมืองไทยล่าสุดใช้อยู่ 2.39 หมื่นเมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตที่เมืองไทยมีขณะนี้ 3 หมื่นเมกะวัตต์ ต้องเข้าสู่ภาวะเสี่ยงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากการโตของเศรษฐกิจเมืองไทยยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 45% ตามที่หลายฝ่ายคาด

ทั้งนี้ เนื่องจากสำรองไฟฟ้าปกติที่จะต้องมีอยู่ 15% ของกำลังการผลิตทั้งหมด จะลดลงมาอยู่ต่ำกว่าสำรองมาตรฐาน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดว่า ในปี 2558 หรืออีก 4 ปีจากนี้ สำรองไฟฟ้าของประเทศไทยจะอยู่ในตัวเลขหลักเดียว หรือ 9% จากปกติควรอยู่ที่ 15% ทำให้หวั่นเกรงว่าจะลดต่ำลงเข้าขั้นวิกฤต หากมีปัญหากับเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะก๊าซที่มีสัดส่วนของเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ากว่า 68% รองลงมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจากลิกไนต์ (ถ่านหินชนิดที่ให้ค่าความร้อนต่ำกว่าถ่านหินนำเข้า) 11.2% ถ่านหินนำเข้า 8.4% พลังงานทดแทน 6.5% ซื้อไฟจากลาว 5.3% น้ำมันเตา 0.3% ซื้อไฟจากมาเลเซีย และดีเซล อย่างละ 0.1%

ขณะที่ไฟฟ้าผลิตจากเชื้อเพลิงพลังงานทดแทน 6.5% ในจำนวนนี้มาจากพลังน้ำจากเขื่อนต่างๆ ถึง 69% จากเชื้อเพลิงชีวมวล 30.9%

บนความเสี่ยงด้านพลังงานไฟฟ้าดังกล่าว มาบวกกับการโดนต้านสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ เพื่อป้อนไฟเข้าสู่ระบบตามแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าที่วางไว้จะมี เช่น โรงไฟฟ้าจากถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เช่น กังหันลม พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพียงชนิดเดียวคือก๊าซมากถึงกว่า 70%

ต้องเลือก ก่อนไฟฟ้าดับ ถ่านหิน-พลังลม-แสงอาทิตย์-ก๊าซ!

ธวัช วัจนะพรสิทธิ์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม กฟผ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาโดนต้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่สามารถสร้างขึ้นมาผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าระบบได้ตามแผนไปแล้ว 6-8 โรง หรือเป็นไฟฟ้ากว่า 1,000 เมกะวัตต์ โชคดีที่ซื้อไฟฟ้าจากลาวเข้ามาในระบบได้ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ยังไม่เกิดปัญหา

อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านต่างก็จะใช้ไฟฟ้าไปพัฒนามากขึ้น และโดนแย่งซื้อจากประเทศอื่น เช่น จีน ส่วนพม่ากับเวียดนาม พลังงานไฟฟ้าที่ลงทุนสร้างก็ใช้ไปในการพัฒนาประเทศนั้นๆ ซึ่งเวียดนามเศรษฐกิจกำลังโต พม่าก็มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ทวาย ต้องใช้ไฟฟ้าอีกมาก

ทางออกคือประเทศไทยต้องตัดสินใจลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อใช้พัฒนาเศรษฐกิจ ส่วนจะเป็นเชื้อเพลิงประเภทไหน ขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันตัดสินใจเพื่อให้ กฟผ.ไปดำเนินการสร้าง เพราะโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทต้องใช้เวลาในการสร้างนาน เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินใช้เวลา 6 ปี

ทางเลือกเชื้อเพลิงใช้ผลิตไฟฟ้าของไทยที่มีโอกาสตามลำดับเพื่อกระจายความเสี่ยงจากก๊าซ คือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งขณะนี้เทคโนโลยีการผลิตกรีนโคลสามารถจำกัด 4 เรื่องที่มีความกังวลกันได้ตามมาตรฐาน ได้แก่ ฝุ่นผง นอกซ์ หรือไนโตรเจน ซัลเฟอร์ และคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นส่วนประกอบของก๊าซทำให้โลกร้อน กรณีพลังงานลมของประเทศไทยแรงลมยังอ่อน พลังงานแดดก็ใช้ได้เฉพาะช่วงที่ไม่มีเมฆ นอกจากนี้การใช้พลังงานลมหรือแสงแดดยังต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าด้วยกำลังไฟฟ้าที่เท่ากัน เพื่อรองรับหากพลังงานหมุนเวียนดังกล่าวไม่ทำงาน ไม่เช่นนั้นไฟฟ้าอาจตกหรือดับได้

พงษ์ดิษฐ พจนา ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่าสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของโลก มากสุดจากถ่านหิน 40.8% ก๊าซ 21.3% พลังงานน้ำ 16.2% นิวเคลียร์ 13.4% น้ำมัน 5.5% อื่นๆ 2.8% เห็นได้ว่าทั่วโลกใช้ถ่านหินเพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ต้นทุนค่าไฟถูกไม่ผันผวน มีสำรองถึง 200 ปี ขณะก๊าซมี 60-70 ปี โดยก๊าซที่ไทยใช้ผลิตไฟฟ้า 1 ใน 3 มาจากพม่า อีก 2 ส่วนมาจากอ่าวไทย ที่จะมีให้ใช้ได้อีก 10-15 ปี แต่ถ่านหินมีปัญหาโดนต้านเรื่องคาร์บอนไดออกไซด์ โลกร้อน สังคมยังติดภาพปัญหามลพิษโรงไฟฟ้าแม่เมาะในอดีต และเอ็นจีโอกับชุมชนคัดค้านแรง

ด้านพลังงานลมในไทยที่ใช้ได้จะอยู่บนเขา แม้ลมมากพอแต่ก็ติดปัญหาปั่นไฟแล้วไม่สามารถเดินสายใต้ดินนำไฟฟ้ามาใช้ได้ เพราะจะติดปัญหาอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำจะขุดเจาะไม่ได้ ขณะแดดเมืองไทยผลิตไฟได้เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง จากนั้นต้องใช้ไฟจากระบบหลัก ส่วนชีวมวล เป็นการไปแย่งทรัพยากรภาคเกษตร เชื้อเพลิงไม่สม่ำเสมอ ต้นทุนสูงทำให้ค่าไฟแพง สำหรับเชื้อเพลิงตัวใหม่ แอลเอ็นจี ขณะนี้ต้องซื้อในราคาสปอต เพราะโดนญี่ปุ่นกับเกาหลีกว้านซื้อไปตุนไว้หมดแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดขึ้น กฟผ.จึงได้เดินทางไปดูโรงไฟฟ้าถ่านหิน และพลังลม ในเยอรมนี พลังงานแสงแดดในฝรั่งเศส โดย รัตนชัย นามวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าวหลังเยี่ยมชมโรงงานดังกล่าวว่า ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ Spremberg เยอรมนี มีกำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ 2 โรง ผลิตมา 3-4 ปี ใช้หอระบายความร้อนแบบธรรมชาติ สูงกว่า 150 เมตร ดึงอากาศขึ้นไปมีการเผาไหม้ระหว่างทาง ทำให้กำจัดฝุ่นผง ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ นอกซ์ หรือไนโตรเจน ได้มาตรฐาน เหลือคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะพยายามลดต่อไป โดยควันสีขาวที่พ่นออกจากปล่องคือไอน้ำระบายความร้อน ซึ่งบางครั้งดูเหมือนควัน

ขณะไฟฟ้าพลังลมที่เมือง Dorfstrasse เยอรมนี เป็นฟาร์มลมขนาดกังหันลมละ 2.5 เมกะวัตต์ เดินเครื่องได้ 38-40% ของเครื่อง ขณะเมืองไทยที่ลำตะคองกังหันลมละ 1 เมกะวัตต์ ให้ไฟ 15% ของเครื่อง เพราะประเทศไทยอากาศไม่ต่างกันมากมีร้อนกับหนาว ลมจึงไม่แรง และในการแก้ปัญหากับชุมชนของพลังงานลม ทางผู้ผลิตไฟได้เช่าที่ โดยแบ่งรายได้ให้ 3% ในจำนวนนี้ 2% เจ้าของที่ดินได้ อีก 1% แบ่งให้ที่ดินรัศมีโดยรอบ ส่วนพลังแดดที่ Photovaie Plants ฝรั่งเศส ผลิตไฟฟ้าได้ 20% ของเครื่อง ขณะเมืองไทยให้พลังงานเฉลี่ยทั้งปีวันละ 5 ชั่วโมง ช่วงที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ก็ใช้ไฟจากระบบหลัก

จากภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่าทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม พลังงานแดด มีข้อดีต่างกันไป ถ้าสังคมยอมจะจ่ายค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ไฟฟ้าอาจมีตกบ้างก็เลือกพลังงานหมุนเวียน ถ้าค่าไฟไม่สูง กระแสไฟเสถียรก็ถ่านหิน ที่สำคัญคือต้องเร่งตัดสินใจ เพราะสำรองไฟจะลดเข้าไปสู่จุดเสี่ยง หรือถ้าจะเพิ่มใช้ก๊าซให้มากกว่า 70% ทาง กฟผ.ก็จะเสนอว่าต้องเพิ่มสำรองเป็น 20% เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหากก๊าซพม่าส่งไม่ได้ หรือท่อก๊าซในอ่าวไทยเกิดอุบัติเหตุอีก

ขณะนี้ยังมีเวลาให้เลือก แต่ถ้าช้ากว่านี้ก็คงต้องโดนบังคับให้เลือก อาจต้องใช้ไฟทั้งแพงและติดๆ ดับๆ ถึงเวลาต้องตัดสินใจ 
 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท