posttoday
เจ็บแปร๊บเหมือนไฟช็อต! เช็กสัญญาณ "โรคปวดประสาทใบหน้า" ภัยเงียบที่หลายคนนึกว่าแค่ปวดฟัน

เจ็บแปร๊บเหมือนไฟช็อต! เช็กสัญญาณ "โรคปวดประสาทใบหน้า" ภัยเงียบที่หลายคนนึกว่าแค่ปวดฟัน

28 ตุลาคม 2569

อาการเจ็บใบหน้าเหมือนไฟช็อต สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามคำแหงเผยต้นตอที่แท้จริงอาจเกิดจาก "โรคเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ถูกกดทับ" พร้อมแนะนำให้เร่งสังเกตอาการผิดปกติ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี

 

ใครจะคิดว่าแค่ปลายนิ้วสัมผัสใบหน้าตอนแต่งหน้า การขยับปากเคี้ยวอาหารจานโปรด หรือแม้แต่ลมพัดกระทบใบหน้าเบาๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดแปร๊บอย่างรุนแรง ราวกับถูกไฟช็อตหรือมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง จนไม่สามารถดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่อไปได้

 

อาการเช่นนี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาการปวดฟัน จึงไปพบทันตแพทย์เพื่ออุดฟัน รักษารากฟัน หรือรักษาเหงือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่อาการปวดก็ไม่เคยทุเลาลง เพราะแท้จริงแล้วต้นตอไม่ได้อยู่ในช่องปาก แต่อยู่ลึกไปถึงระดับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ซึ่งทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า “โรคปวดประสาทใบหน้า” (Trigeminal Neuralgia หรือ TGN)

 

แม้สถิติทางการแพทย์ในต่างประเทศจะพบผู้ป่วยโรคนี้ไม่บ่อยนัก เฉลี่ยเพียง 3 คนต่อประชากร 10,000 คน แต่สำหรับผู้ป่วยแล้ว อาการปวดรุนแรงที่กำเริบซ้ำๆ ได้ตลอดเวลา ไม่ต่างอะไรกับฝันร้ายที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างแสนสาหัส

 

นพ. นภสินธุ์ เถกิงเดช แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามคำแหง

 

นพ.นภสินธุ์ เถกิงเดช แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามคำแหง อธิบายถึงกลไกของโรคนี้ว่า โรคปวดประสาทใบหน้าเกิดจากการที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ซึ่งวิ่งออกมาจากบริเวณก้านสมอง มีหลอดเลือดหรือก้อนเนื้องอกเข้าไปเบียดทับ

 

โดยธรรมชาติ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ทำหน้าที่สำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือการรับความรู้สึกทั้งการสัมผัสและความเจ็บปวดบนใบหน้า แบ่งออกเป็น 3 แขนงหลัก ได้แก่ บริเวณหน้าผาก โหนกแก้ม และคาง

 

ส่วนประการที่สองคือการควบคุมกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหว เช่น การขยับกรามเคี้ยวอาหาร เมื่อเส้นประสาทเส้นนี้มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปกดทับ จึงส่งสัญญาณความปวดที่ผิดปกติออกมาตามแนวแขนงประสาท

 

นพ.นภสินธุ์ ชี้จุดสังเกตว่า “อาการปวดของโรคนี้จะไม่ใช่ปวดตื้อๆ หรือปวดหน่วงๆ เหมือนอาการปวดทั่วไป แต่จะปวดแปร๊บขึ้นมาเฉียบพลันเหมือนไฟช็อตหรือเข็มทิ่ม และปวดรุนแรงมากจนทุกครั้งที่อาการกำเริบ คนไข้ต้องหยุดสิ่งที่ทำอยู่ทันที ไม่สามารถทำกิจกรรมอื่นต่อได้เลย”

 

ทั้งนี้ อาการปวดดังกล่าวมีความซับซ้อนและคล้ายกับ “โรคเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 อักเสบ” รวมถึงอาการปวดฟันมาก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดและเสียเวลารักษาไม่ตรงจุดอยู่นาน

 

หากสังเกตพบอาการเข้าข่ายจึงควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยแยกโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะช่วยให้รักษาได้อย่างแม่นยำและตรงจุดที่สุด

 

เจ็บแปร๊บเหมือนไฟช็อต! เช็กสัญญาณ "โรคปวดประสาทใบหน้า" ภัยเงียบที่หลายคนนึกว่าแค่ปวดฟัน

 

ผู้หญิงเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย 3 เท่า และคนวัยหนุ่มสาวก็เป็นได้

 

หากกางสถิติผู้ป่วยโรคปวดประสาทใบหน้า จะพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า (อัตราส่วน 3 ต่อ 1) โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือวัย 50–60 ปีขึ้นไป แต่คนหนุ่มสาวก็ไม่อาจชะล่าใจได้ เพราะในเวชปฏิบัติ นพ.นภสินธุ์ เคยพบผู้ป่วยที่อายุน้อยที่สุดเพียง 20 กว่าปีเท่านั้น

 

คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดคนวัย 20 ปี จึงเป็นโรคเดียวกับคนวัย 50 ปี และพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่?

 

ในประเด็นนี้ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทศัลยศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า เรื่องของกรรมพันธุ์หรือพันธุกรรมไม่มีผลต่อการเกิดโรคนี้แต่อย่างใด และไม่ว่าจะเกิดในคนอายุน้อยหรืออายุมาก

 

ต้นเหตุก็มาจากกลไกเดียวกัน นั่นคือความเสื่อมสภาพของหลอดเลือดในสมองที่เกิดการคดงอจนเคลื่อนไปพาดทับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 หรือในบางกรณีอาจเกิดจากก้อนเนื้องอกเข้าไปเบียดทับ

 

ซึ่งแม้ทั้งสองสาเหตุจะสร้างความปวดรุนแรงไม่ต่างกัน แต่ในทางคลินิกแพทย์มักตรวจพบสาเหตุจากหลอดเลือดกดทับมากกว่าเนื้องอก

 

เมื่อผู้ป่วยเข้ามาพบแพทย์ด้วยอาการปวดใบหน้าที่น่าสงสัย ขั้นตอนสำคัญอันดับแรกคือการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งมีความละเอียดสูงในการสแกนดูจุดเชื่อมต่อระหว่างก้านสมองกับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ทำให้แพทย์มองเห็นภาพชัดเจนว่ามีเนื้องอกซ่อนอยู่ หรือมีหลอดเลือดเส้นใดเข้าไปกดทับเส้นประสาทอยู่กันแน่

 

อย่างไรก็ตาม หลายคนเมื่อได้ยินคำว่าโรคทางสมองและระบบประสาท มักเกิดความกลัวและไม่กล้ามาพบแพทย์เพราะกังวลว่าจะต้องผ่าตัดสถานเดียว

 

แต่ในความเป็นจริง นพ.นภสินธุ์ ย้ำว่าเป้าหมายแรกของการรักษาคือการทำให้ผู้ป่วยหายปวดด้วยวิธีที่เรียบง่ายและปลอดภัยที่สุดอย่าง “การใช้ยา”

 

ปัจจุบันมียาประสิทธิภาพสูงหลากหลายกลุ่มที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงกับเส้นประสาทโดยตรง ตัวยาจะเข้าไปช่วยลดการส่งสัญญาณประสาทที่ผิดปกติจากการกดทับ ทำให้อาการปวดไฟช็อตค่อยๆ สงบลง

 

ผู้ป่วยหลายรายที่ได้รับยาอย่างถูกต้องและเหมาะสมสามารถบรรเทาอาการปวดจนหายดี และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

 

แต่สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาไประยะหนึ่งแล้วอาการดีขึ้นเพียงระดับหนึ่ง หรือยายังไม่สามารถคุมอาการปวดได้  การผ่าตัดเพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุจึงเป็นทางเลือกถัดไปที่จะเข้ามาช่วยปลดล็อกความทรมานอย่างถาวร

 

นพ.นภสินธุ์ เถกิงเดช แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามคำแหง

 

แม้การผ่าตัดสมองจะฟังดูเป็นเรื่องใหญ่และน่ากังวล แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน การผ่าตัดรักษาโรคปวดประสาทใบหน้าใช้เทคนิคที่เรียกว่า MVD (Microvascular Decompression) ซึ่งเป็นการผ่าตัดเพื่อแยกหลอดเลือดที่กดทับออกจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 อย่างแม่นยำ

 

นพ.นภสินธุ์ เล่าถึงขั้นตอนการผ่าตัดว่า แพทย์จะเปิดกะโหลกศีรษะเป็นช่องขนาดเล็กบริเวณหลังใบหู โดยแนวแผลจะซ่อนอยู่ภายใต้แนวเส้นผม เมื่อแผลหายสนิทและเส้นผมงอกยาวตามปกติ แทบจะมองไม่เห็นรอยแผลผ่าตัดเลย 

 

จากนั้นแพทย์จะใช้กล้องผ่าตัดกำลังขยายสูงที่มีความคมชัดละเอียดมาก ส่องเข้าไปยังจุดที่หลอดเลือดกดทับเส้นประสาท เนื่องจากโครงสร้างหลอดเลือดและเส้นประสาทในบริเวณดังกล่าวมีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองแยกด้วยตาเปล่าได้ 

 

เมื่อพบจุดกดทับชัดเจนแล้ว แพทย์จะทำการเคลื่อนย้ายแยกหลอดเลือดออกจากเส้นประสาทอย่างนุ่มนวล

 

“การผ่าตัดด้วยวิธี MVD มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงถึงประมาณ 80% โดยเฉพาะในรายที่เราเปิดเข้าไปแล้วเจอจุดกดทับชัดเจน เมื่อแยกหลอดเลือดออกจากเส้นประสาทแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่มักจะหายปวดทันทีหลังผ่าตัด เพราะต้นเหตุของโรคได้รับการแก้ไขโดยตรง ส่วนเรื่องความเสี่ยงหรือผลแทรกซ้อนที่หลายคนกังวล ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีห้องผ่าตัดและอุปกรณ์ที่ทันสมัยควบคู่กับการวางแผนเตรียมตัวที่ดี จึงช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัดได้มาก” นพ.นภสินธุ์ กล่าว

 

สำหรับการพักฟื้นหลังผ่าตัด MVD ใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิด โดยทั่วไปผู้ป่วยจะนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 5 วัน (หรือเตรียมเวลาไว้ราว 1 สัปดาห์) ก็สามารถกลับบ้านได้ 

 

หลังจากนั้นเพียง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานออฟฟิศหรือใช้ชีวิตประจำวันเบาๆ ได้ตามปกติ ส่วนงานที่ต้องออกแรงหนักหรือออกกำลังกายหักโหม แนะนำให้เว้นระยะไปประมาณ 1 ถึง 1.5 เดือน

 

ในแง่ของผลการรักษาระยะยาว ข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยที่ผ่าตัด MVD ไปแล้วถึง 90% จะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก มีเพียงประมาณ 10% เท่านั้นที่อาจเกิดอาการซ้ำได้ในช่วงเวลา 10 ปี 

 

ซึ่งสาเหตุของการกลับมาเป็นซ้ำมักเกิดจากหลอดเลือดเส้นเดิมเคลื่อนตัวกลับมากดทับซ้ำ หรือมีหลอดเลือดในตำแหน่งอื่นเข้าไปกดทับเส้นประสาทขึ้นมาใหม่

 

ท้ายที่สุด นพ.นภสินธุ์ ได้ฝากข้อคิดถึงผู้ที่กำลังทนทุกข์กับอาการปวดใบหน้าแต่ยังไม่กล้ามาโรงพยาบาลว่า เข้าใจดีถึงความกังวลใจของคนไข้ที่กลัวขั้นตอนการตรวจหรือการผ่าตัด แต่อยากให้ตระหนักว่า “โรคนี้รักษาให้หายได้” 

 

การมาพบแพทย์ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทุกราย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายจากอาการปวดและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ เพียงแค่ได้รับยาที่ตรงจุด

 

ดังนั้น หากเริ่มมีสัญญาณเตือนอาการปวดแปร๊บผิดปกติบนใบหน้า การรีบมาตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นทางออกที่จะช่วยยุติความทรมานได้อย่างแท้จริง

 

ข่าวล่าสุด

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด ลิเวอร์พูล พบ เชลซี คาราบาว คัพ วันนี้ 28 ต.ค.69

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด ลิเวอร์พูล พบ เชลซี คาราบาว คัพ วันนี้ 28 ต.ค.69