posttoday

รู้จัก“สำนักงานพระคลังข้างที่”ยุคใหม่หลังตั้ง“เศรษฐพุฒิ”นั่งที่ปรึกษา

30 ตุลาคม 2568

หลังโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็นที่ปรึกษา “สำนักงานพระคลังข้างที่” หน่วยงานหลวงเก่าแก่กว่า 200 ปี กลับมาสู่บทบาทเศรษฐกิจยุคใหม่อีกครั้ง

KEY

POINTS

  • มีการแต่งตั้งนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ โดยมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568
  • การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนชื่อ "สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์" กลับมาเป็น "สำนักงานพระคลังข้างที่" ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฉบับใหม่ พ.ศ. 2568
  • การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของสำนักงานฯ ที่มุ่งสู่บทบาทเชิงรุกในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

“พระคลังข้างที่” การเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ของสถาบันการเงินหลวง

จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2568
พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่ ลงนามในคำสั่งสำนักงานพระคลังข้างที่ ที่ 31/2568 แต่งตั้ง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็น ที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ภายใต้พระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

คำสั่งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งเปลี่ยนชื่อ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” กลับเป็น “สำนักงานพระคลังข้างที่” ตามประกาศในราชกิจจานุเษกษา หน้า1 เล่ม 142 ตอนที่ 43 ก 21 มิถุนายน 2568 

เพื่อสะท้อนรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ และบทบาทการบริหารพระราชทรัพย์ให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี

ที่มา: ราชกิจจานุเบกษา (คลิ๊กอ่าน)

เส้นทางกฎหมายใหม่ ภายใต้พระบรมราชโองการ

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 วุฒิสภามีมติเอกฉันท์ 164 เสียง เห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อหน่วยงานตามที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอในวันก่อนหน้า (28 พฤษภาคม) โดยกำหนดให้ สำนักงานพระคลังข้างที่ ทำหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินในพระองค์อย่างเป็นทางการ

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 มอบหมายให้ สำนักงานพระคลังข้างที่ เป็นผู้ดูแลจัดการผลประโยชน์ทรัพย์สินในพระองค์ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2568 ซึ่งถือเป็นการจัดวางโครงสร้างใหม่ให้พระคลังข้างที่กลับมามีบทบาทตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์อีกครั้ง

ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา (คลิ๊กอ่าน)   

องค์ประกอบของคณะกรรมการพระคลังข้างที่

สำนักงานพระคลังข้างที่มี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เป็นประธานกรรมการและผู้อำนวยการ โดยมีกรรมการประกอบด้วย

  • นายเกษม วัฒนชัย
  • นายกฤษณ์ กาญจนกุญชร
  • พันโท สมชาย กาญจนมณี
  • พันตำรวจเอก ธรรมนิธิ วนิชย์ถนอม
  • พล.อ.อ. อำนาจ จีระมณีมัย
  • พล.อ. จักรภพ ภูริเดช
  • พล.อ.ท. ภักดี แสง-ชูโต
  • นายอำพน กิตติอำพน

โครงสร้างนี้สะท้อนทั้งมิติของราชสำนัก ข้าราชการระดับสูง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการบริหาร รวมศักยภาพทั้งสายเศรษฐกิจและการทหารเพื่อดูแลทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้มั่นคงและต่อเนื่อง

ที่มา : สำนักงานพระคลังข้างที่ (คลิ๊กอ่าน)

ย้อนรอยรากเหง้า “พระคลังข้างที่”: จากกรมในราชสำนักสู่สถาบันการเงินชั้นสูง

“พระคลังข้างที่” หรือ Privy Purse Bureau มีต้นกำเนิดตั้งแต่ รัชกาลที่ 2 เพื่อจัดการพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ต่อมาใน รัชกาลที่ 4–5 ได้พัฒนาเป็นหน่วยงานสำคัญที่บริหารรายได้จากร้อยละ 5 ของรายได้ประเทศ รวมถึงภาษีที่ดินและค่านา

ในปี พ.ศ. 2433 พระคลังข้างที่ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนจะโอนสังกัดไปยังกระทรวงมุรธาธร และในปี พ.ศ. 2442 ได้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยตรง

ยุคทองแห่งการลงทุนของพระคลังข้างที่

ใน รัชกาลที่ 5 พระคลังข้างที่แยก “พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์” ออกจาก “เงินแผ่นดิน” อย่างชัดเจน พร้อมขยายบทบาทไปสู่วงการพาณิชย์และอุตสาหกรรม

ลงทุนใน ธนาคารสยามกัมมาจล (พ.ศ. 2449) ธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งแรกของประเทศ

สนับสนุนการตั้งบริษัทในเครือสยาม เช่น Siam Steam Navigation, Siam Cement (ปูนซิเมนต์ไทย, พ.ศ. 2456), Siam Coal Mine และกิจการเดินเรือ–ขนส่งอื่น ๆ

ใช้เงินทุนสนับสนุนการสร้างถนน โรงเรียน และสาธารณูปโภคท้องถิ่น

ส่งเสริมการลงทุนของคนไทยด้วยการให้กู้ยืมและร่วมถือหุ้น

บทบาทเหล่านี้ทำให้พระคลังข้างที่เป็น “ผู้บุกเบิกทุนนิยมไทยยุคต้น” และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่

การแยกทรัพย์สินและกำเนิดสำนักงานทรัพย์สินฯ

เมื่อปี พ.ศ. 2479 มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ แยก “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ออกจาก “ทรัพย์สินส่วนสาธารณะของแผ่นดิน” และจัดตั้ง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ขึ้นแทนบางส่วนของพระคลังข้างที่

การเปลี่ยนชื่อกลับเป็น “สำนักงานพระคลังข้างที่” ในปี พ.ศ. 2568 จึงไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้าง แต่เป็นการ “คืนชื่อประวัติศาสตร์” ให้กับหน่วยงานหลวงที่มีรากลึกกว่า 200 ปี และเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์กับระบบเศรษฐกิจไทย

ที่มา: SCG HERITAGE (คลิ๊กอ่าน)
 

สถาบันการเงินหลวงในโลกสมัยใหม่

การแต่งตั้งนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นที่ปรึกษาในปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงการดึงผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจเข้ามาเสริมทัพ แต่สะท้อนทิศทางใหม่ของสำนักงานพระคลังข้างที่ ที่กำลังเดินหน้าสู่บทบาทเชิงรุกในยุคเศรษฐกิจโลกดิจิทัล

จาก “กรมพระคลังข้างที่” ในสมัยรัชกาลที่ 2 สู่ “สำนักงานพระคลังข้างที่” แห่งรัชกาลปัจจุบัน เส้นทางกว่า สองศตวรรษ แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของหน่วยงานที่เป็นทั้ง “สัญลักษณ์ของความมั่นคง” และ “เครื่องจักรทางเศรษฐกิจ” ที่อยู่คู่พระราชสำนักไทยอย่างต่อเนื่อง 

 

ข่าวล่าสุด

กองทุนน้ำมันสูญ 2,500 ล้าน/วัน นักวิชาการชี้ช่องปรับโครงสร้างพลังงานไทยครั้งใหญ่