
คดีฮั้วสว.กดดันสีน้ำเงินเขย่าดุลอำนาจสภาสูง
คดีฮั้วสว. 77 รายเพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มสีน้ำเงิน ขณะที่ข้อร้องเรียนข้ามขั้วเปิดศึกชิงความน่าเชื่อถือและเพิ่มเดิมพันต่อดุลอำนาจในสภาสูง
KEY
POINTS
- คดีต่อ สว. 26 รายกระทบทั้งจำนวนเสียงและบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในกรรมาธิการ
- ข้อร้องเรียนต่อกลุ่มสายส้มและ สว. อิสระ ขยายสนามต่อสู้จากข้อกฎหมายสู่ความน่าเชื่อถือ
- ผลคดีและผู้ที่จะเข้ามาแทนเป็นตัวแปรกำหนดดุลอำนาจ แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าสภาสูงจะเปลี่ยนขั้ว
คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มสีน้ำเงินทั้งในศาลและในสภา เพราะผู้เกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงสมาชิกที่ร่วมลงมติ แต่รวมถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในกรรมาธิการ ขณะเดียวกัน ข้อร้องเรียนที่ขยายไปยังฝ่ายอื่นทำให้ทุกขั้วต้องต่อสู้เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของตนเอง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง 77 ราย แบ่งเป็น สว. ปัจจุบัน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย ข้อกล่าวหาครอบคลุมตั้งแต่แนะนำตัวผิดเงื่อนไข ไปจนถึงให้หรือรับทรัพย์สินและผลประโยชน์เกี่ยวกับการเลือก สว. โดยศาลยังต้องพิจารณาความผิดของแต่ละบุคคล
น้ำหนักทางการเมืองของคดีอยู่ที่บทบาทของ สว. ทั้ง 26 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ได้คะแนนอันดับหนึ่งของกลุ่มอาชีพ 8 ราย ข้อมูลดังกล่าวนำไปสู่คำถามว่า หากสมาชิกเหล่านี้หยุดทำหน้าที่หรือพ้นตำแหน่ง กลุ่มที่เคยประสานเสียงร่วมกันจะรักษาอำนาจไว้ได้เพียงใด อย่างไรก็ตาม อันดับคะแนนเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์เรื่องการจัดตั้งหรือสมยอม
บุคคลที่ต้นขั้ที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา นายอลงกต วรกี และพลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการด้านทหารและความมั่นคง ด้านบริหารงบประมาณ และด้านกฎหมายและยุติธรรม ตามลำดับ ทั้งสามยังได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้มีบทบาทประสานเสียง ตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม และตรวจสอบบุคคลที่จะเข้ารับตำแหน่งสำคัญ
หากทั้งสามหยุดปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มสีน้ำเงินต้องหาคนรับช่วงงานและจัดความสัมพันธ์ภายในใหม่ จุดนี้สร้างแรงกดดันมากกว่าการเสียคะแนนลงมติเพียงสามเสียง เพราะบุคคลที่ประสานงานและขับเคลื่อนวาระมีบทบาทต่อทิศทางของกลุ่มด้วย แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากลุ่มดังกล่าวจะสูญเสียอำนาจควบคุมทันที
อีกด้านหนึ่ง ต้นฉบับระบุถึงข้อร้องเรียน 3สำนวนที่เชื่อมโยงคณะก้าวหน้า iLaw และกลุ่มผู้สมัคร รวมถึงการตรวจสอบเว็บไซต์ “สว.67” ประเด็นนี้เปิดสนามต่อสู้อีกด้านให้กลุ่มสายส้มและ สว. อิสระต้องชี้แจงบทบาทของตนเอง พร้อมรับแรงกดดันที่เคยมุ่งไปยังฝ่ายสีน้ำเงิน
ในเชิงการเมือง ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับคำอธิบายเรื่อง “ยุทธศาสตร์สาดน้ำ” คือทำให้หลายฝ่ายเผชิญข้อสงสัยพร้อมกัน จนไม่มีฝ่ายใดผูกขาดภาพผู้ตรวจสอบที่ปราศจากข้อครหาได้ อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวเป็นข้อวิเคราะห์เรื่องผลทางการเมือง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าผู้ร้องมีเจตนากลั่นแกล้ง หรือผู้ถูกร้องทุกฝ่ายกระทำผิดเหมือนกัน
ฉากทัศน์ถัดไปขึ้นอยู่กับผลคดีและบุคคลที่จะเข้ามาแทน หากตำแหน่งว่างและสมาชิกสำรองมีทิศทางต่างจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิม เสียงลงมติย่อมเปลี่ยนตาม แต่หากผู้เข้ามาใหม่ยังประสานเสียงกับกลุ่มเดิม กลุ่มสีน้ำเงินก็รักษาอำนาจไว้ได้ แม้ต้องเปลี่ยนบุคคลในตำแหน่งสำคัญ
เดิมพันสุดท้ายจึงอยู่ทั้งที่ใครจะเหลืออยู่ในสภา และประชาชนจะเชื่อถือที่มาของสภาสูงได้เพียงใด กระบวนการพิสูจน์ข้อกล่าวหาต้องตอบให้ได้ว่าใครทำอะไรและมีหลักฐานรองรับอย่างไร เพราะการเปลี่ยนตัวสมาชิกเพียงอย่างเดียวไม่อาจคลี่คลายข้อสงสัยต่อระบบเลือก สว. ทั้งระบบ







