posttoday

สงครามไฮบริดไทย–กัมพูชา: เปิดยุทธศาสตร์รับมือใหม่ทั้งระบบ

19 พฤศจิกายน 2568

ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาถูกจัดวางใหม่ในกรอบสงครามไฮบริด พล.อ.อ.มานัตชี้ต้องใช้พลังอำนาจชาติ 8 ด้านควบคู่เทคโนโลยี–จิตวิทยา เพื่อจำกัดบทบาทชนชั้นนำกัมพูชาและเสริมเสถียรภาพระยะยาว

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งชายแดนถูกขับเคลื่อนเกินกว่าการทหาร เข้าสู่รูปแบบสงครามไฮบริด
  • ไทยมีช่องว่างสำคัญด้านหลักฐาน การทูตกับมหาอำนาจ และสงครามข้อมูล
  • ยุทธศาสตร์ใหม่ต้องบูรณาการเทคโนโลยี จิตวิทยา การทูต และการแก้เขตแดนถาวร

ตอนที่ 1 : พลวัตความขัดแย้งและบริบทสงครามลูกผสม

สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นเป็นระยะสะท้อนความซับซ้อนที่เกินกว่าภาพการเผชิญหน้าทางทหารตามแบบ แม้จะไม่มีการประกาศสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เหตุปะทะ การสูญเสีย และผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ทำให้สถานการณ์อยู่ใน “สภาวะสงครามในทางปฏิบัติ” ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโดยตรง ชุดปัญหานี้ยิ่งสลับซับซ้อนเมื่อโยงเข้ากับกรอบ MOU ปี 2543–2544 ที่ยังไม่สามารถจัดทำแนวเขตถาวรได้อย่างสมบูรณ์ เปิดช่องให้เกิดความคลุมเครือและการตีความที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่าย

พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ชี้ว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่สามารถอธิบายด้วยมิติความมั่นคงเพียงด้านเดียว เพราะมีปัจจัยเศรษฐกิจ การเมืองภายในกัมพูชา การเมืองระดับมหาอำนาจ และผลประโยชน์ตามแนวชายแดนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น การใช้กรอบ “สงครามไฮบริด” จึงเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากศัตรูไม่จำเป็นต้องโจมตีด้วยกองกำลังเต็มรูปแบบ แต่สามารถใช้การรุกแบบไม่สมมาตร เช่น การข่าว การโฆษณาชวนเชื่อ และธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างแรงกดดันทางยุทธศาสตร์

ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ การเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งถูกแทรกซ้อนด้วยแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาในประเด็นการค้า และอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนต่อไทยและกัมพูชา สถานการณ์จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาททวิภาคี แต่กลายเป็นเวทีแข่งขันผลประโยชน์ของมหาอำนาจ พลวัตเช่นนี้ทำให้ไทยต้องประเมินสถานการณ์ในมิติที่กว้างกว่าเดิม เพื่อไม่ให้ตกเป็นตัวแปรในเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่ใหญ่กว่า

ตอนที่ 2 : วิเคราะห์ช่องว่างเชิงยุทธศาสตร์และพลังอำนาจชาติ 8 มิติ

การทำความเข้าใจสงครามไฮบริดจำเป็นต้องถอดองค์ประกอบของ “พลังอำนาจแห่งชาติ 8 ด้าน” ซึ่งเป็นกรอบคิดที่ใช้ประเมินศักยภาพการรับมือของไทย ทั้งมิติการเมือง การทูต การทหาร เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์–เทคโนโลยี พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติ สงครามรูปแบบใหม่นี้คือการนำองค์ประกอบทุกด้านมาผสมผสาน เพื่อสร้างความปั่นป่วนและทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียเปรียบโดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเต็มรูปแบบ มุมมองนี้ทำให้เห็นว่าความได้เปรียบทางทหารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน

หนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของไทยคือ “การขาดหลักฐานเชิงประจักษ์” จากระบบเฝ้าระวังที่ยังไม่สามารถจับภาพเหตุการณ์แบบ 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ไทยตกเป็นฝ่ายอธิบายและตั้งรับในเวทีระหว่างประเทศเมื่อเกิดเหตุปะทะ รวมถึงไม่สามารถยับยั้งการกระทำของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างทันท่วงที อีกประเด็นคือ “ความไม่สมดุลในการทูตกับมหาอำนาจ” เมื่อสหรัฐฯ เชื่อมโยงประเด็นการค้ากับความมั่นคงชายแดน ทำให้ไทยต้องคำนึงถึงผลกระทบในหลายมิติ และมีช่องว่างในการกำหนดยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกเทศเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

ช่องว่างสุดท้ายคือ การตอบโต้เชิงรับใน “สงครามจิตวิทยา” โดยไทยยังไม่สามารถใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลสร้างความเข้าใจกับประชาชนกัมพูชาได้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้สนามข้อมูลข่าวสารถูกขับเคลื่อนโดยวาทกรรมของชนชั้นนำกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว การไม่ได้สื่อสารโดยตรงกับประชาชนชายแดนหรือแรงงานกัมพูชาในไทย ทำให้ไทยเสียโอกาสในการสร้างแรงกดดันจากภายในกัมพูชาที่อาจช่วยลดอิทธิพลของกลุ่มผู้นำที่ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้ง

ตอนที่ 3 : ยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อชิงความได้เปรียบและทางออกระยะยาว

จากการประเมินของ พล.อ.อ.มานัต ไทยจำเป็นต้องขยับจากสถานะ “ผู้ตั้งรับ” สู่ “ผู้คุมเกม” ผ่านยุทธศาสตร์บูรณาการ 4 ด้าน เริ่มจากการสร้าง “โล่ป้องกันทางเทคโนโลยี” ด้วยระบบเฝ้าระวังขั้นสูง เช่น เซ็นเซอร์ EO/IR เรดาร์ SAR และระบบภาพความร้อนตามแนวชายแดน เพื่อบันทึกเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องและสร้างหลักฐานที่ใช้งานได้ทั้งในระดับยุทธการและการทูต นอกจากลดข้อพิพาทเชิงข้อมูล ยังช่วยยับยั้งการกระทำของฝ่ายตรงข้ามอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านการทูต ไทยต้องยืนหยัดแยกประเด็นการค้าออกจากข้อพิพาทชายแดน พร้อมนำเสนอผลประโยชน์ร่วมกับสหรัฐฯ และรักษาความสมดุลในความสัมพันธ์กับจีน เพื่อลดแรงกดดันระหว่างสองขั้วอำนาจ ควบคู่กับการดำเนินปฏิบัติการจิตวิทยาระยะยาว โดยสื่อสารกับประชาชนกัมพูชาในภาษาของพวกเขา ผ่านโซเชียลมีเดียและเครือข่ายแรงงาน เน้นประโยชน์ร่วมกันและสภาพแวดล้อมที่สงบมากกว่าความขัดแย้ง วิธีนี้สามารถทำให้ประชาชนกัมพูชาเป็นแรงผลักดันภายในต่อผู้นำของตนเอง

ยุทธศาสตร์สุดท้ายคือ “การมุ่งสู่ข้อยุติปัญหาเขตแดนถาวร” ผ่านวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม ภูมิประเทศ และหลักสันปันน้ำ เพื่อกำหนดกรอบเจรจาที่ชัดเจนและลดความคลุมเครือที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้ง ไทยจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายระยะยาว เพื่อวางรากฐานสันติภาพในพื้นที่และลดความเสี่ยงการปะทุซ้ำในอนาคต

สงครามไฮบริดไทย–กัมพูชามีปัจจัยซับซ้อนเกินกว่าความขัดแย้งชายแดนทั่วไป ไทยจำเป็นต้องยกระดับยุทธศาสตร์ทั้งเทคโนโลยี การทูต จิตวิทยา และการแก้เขตแดน เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคงระยะยาวอย่างยั่งยืน

ที่มา : รายการคมชัดลึก(คลิ๊กชม)

ข่าวล่าสุด

ด่วน! กบน.มีมติขึ้นดีเซล 3.50 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ ดันราคาขายปลีก 44.24 บ.