ขายอาหารใน Food Court ต้องยื่นภาษีแบบไหน
การได้พื้นที่ขายอาหารใน Food Court ถือเป็นโอกาสดีของพ่อค้าแม่ค้า เพราะมีลูกค้าหลากหลาย เดินผ่านตลอดทั้งวัน แต่สิ่งหนึ่งที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นธุรกิจ คือ “เรื่องภาษี” หลายคนตั้งใจขายอย่างเดียว คิดว่าร้านเล็ก รายได้ไม่มาก คงยังไม่ต้องยื่นอะไร พอเวลาผ่านไป รายได้สะสมสูงขึ้น กลับเจอปัญหาถูกเรียกตรวจย้อนหลัง เสียทั้งเงินและความเครียด บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า หากคุณขายอาหารใน Food Court ต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวยังไงให้ถูกต้องตั้งแต่แรก
ขายอาหารใน Food Court ถือเป็นธุรกิจแบบไหน
โดยทั่วไป การขายอาหารใน Food Court ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็ก เคาน์เตอร์เดียว หรือซุ้มอาหาร ถือว่าเป็น การประกอบธุรกิจเชิงพาณิชย์ มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ ซึ่งตามกฎหมายภาษีไทย จะถูกจัดเป็นรายได้ของ บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายจดทะเบียนในรูปแบบใด
ร้านส่วนใหญ่ใน Food Court มักเริ่มจากการขายในนามบุคคลธรรมดา ยังไม่ได้จดบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ดังนั้นภาษีที่เกี่ยวข้องหลักๆ จะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และในบางกรณีอาจรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องยื่นแบบไหน
หากขายอาหารในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายอาหารจะเข้าข่าย เงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) คือ รายได้จากการประกอบกิจการ การค้า หรือการบริการ แบบภาษีที่ต้องยื่น ได้แก่
1. ภ.ง.ด.94
เป็นแบบยื่นภาษีครึ่งปี ยื่นช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายน ของทุกปี
ใช้รายได้ครึ่งปีแรก (ม.ค.–มิ.ย.) มาคำนวณภาษี หากคาดว่าทั้งปีมีรายได้และมีกำไร ควรยื่นให้ถูกต้องเพื่อลดภาระตอนปลายปี
2. ภ.ง.ด.90
เป็นแบบยื่นภาษีประจำปี ยื่นช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม ของปีถัดไป
ใช้รายได้ทั้งปีมาคำนวณภาษีจริง แล้วนำภาษีที่เคยชำระไว้ตอนยื่น ภ.ง.ด.94 มาหักออก
ในส่วนของค่าใช้จ่าย ผู้ขายสามารถเลือก
• หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ตามที่กฎหมายกำหนด) หรือ
• หักค่าใช้จ่ายตามจริง โดยต้องมีหลักฐาน เช่น ใบเสร็จค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่าพื้นที่
ขายอาหารใน Food Court ต้องเสีย VAT ไหม
ประเด็นนี้หลายคนสับสนมาก ความจริงคือ ไม่ได้เสีย VAT ทุกคน
หลักเกณฑ์คือ
• หาก รายได้ทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
• เมื่อจด VAT แล้ว ต้อง
o คิดภาษีขาย 7%
o ออกใบกำกับภาษี
o ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
แต่ถ้ารายได้ ยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี สามารถเลือกไม่จด VAT ได้ และไม่ต้องยื่น ภ.พ.30
อย่างไรก็ตามร้านอาหารใน Food Court บางแห่งอาจถูกผู้ให้เช่าพื้นที่ หรือศูนย์การค้า กำหนดเงื่อนไขว่าผู้เช่าต้องจด VAT เพื่อความสะดวกในการออกเอกสาร ดังนั้นควรตรวจสอบสัญญาเช่าพื้นที่ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก
ค่าธรรมเนียมและภาษีอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง
นอกจากภาษีหลักๆ แล้ว ผู้ขายอาหารใน Food Court อาจเจอเรื่องเหล่านี้เพิ่มเติม
• ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เช่น ค่าเช่าพื้นที่ Food Court ผู้เช่าอาจต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% และนำใบรับรองการหักภาษีมาใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบ
• ภาษีป้าย หากมีป้ายร้าน ป้ายชื่อ หรือเมนูขนาดใหญ่ ที่เข้าข่ายเป็นป้ายโฆษณา อาจต้องเสียภาษีป้ายกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ถ้าจดบริษัท ต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง
กรณีร้านอาหารเติบโต มีหลายสาขาหรือมีรายได้สูง อาจเลือกจดบริษัท ภาษีจะเปลี่ยนไปเป็น
• ภ.ง.ด.50 ภาษีนิติบุคคล
• ภ.ง.ด.51 ภาษีกลางปี
• ภาษี VAT (ถ้าจด)
• ภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่าง ๆ
การจดบริษัทมีข้อดีเรื่องความน่าเชื่อถือและการวางแผนภาษี แต่ก็มีต้นทุนด้านบัญชีและเอกสารที่มากขึ้น
ขายอาหารยังไงให้ไม่พลาดเรื่องภาษี
สิ่งที่คนขายอาหารใน Food Court ควรทำตั้งแต่วันแรก คือ
• แยกบัญชีเงินส่วนตัวกับเงินร้าน
• บันทึกรายรับ–รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ
• เก็บเอกสารค่าใช้จ่ายทุกใบ
• ตรวจสอบรายได้ทั้งปีว่าเข้าเกณฑ์ VAT หรือไม่
• ขอคำปรึกษาจากนักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
การเตรียมตัวดีตั้งแต่ต้น ช่วยลดความเสี่ยงโดนประเมินย้อนหลัง และทำให้ธุรกิจเดินต่อได้อย่างสบายใจ
กล่าวโดยสรุป การขายอาหารใน Food Court ไม่ใช่แค่ทำอาหารอร่อยและขายดีเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจเรื่องภาษีควบคู่ไปด้วย โดยหลักๆ ผู้ขายในนามบุคคลธรรมดาต้องยื่น ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90 และหากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน การรู้หน้าที่ทางภาษีตั้งแต่แรก ไม่เพียงช่วยให้ถูกกฎหมาย แต่ยังช่วยวางแผนการเงินและขยายธุรกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว หากไม่แน่ใจ อย่ารอให้เกิดปัญหาควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ร้านอาหารเติบโตได้อย่างสบายใจและยั่งยืน
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Inflow Accounting


