posttoday
แตกกลุ่มแยกก๊วนการเมือง ความเสื่อมของพรรคการเมือง(เฉพาะกิจ)ไทย

แตกกลุ่มแยกก๊วนการเมือง ความเสื่อมของพรรคการเมือง(เฉพาะกิจ)ไทย

12 มิถุนายน 2568

แตกก๊วน แยกกลุ่ม สะท้อนปัญหาซ้ำซากของพรรคการเมืองเฉพาะกิจไทย เมื่อผลประโยชน์นำหน้าหลักการ ความเสื่อมก็ยากจะหลีกเลี่ยง

กระแสปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ชัดเจนมากขึ้นหลังข่าวล่าสุดว่า แพทองธาร แจ้งต่อหัวหน้าหนู อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า จะปรับ ครม.โดยขอเก้าอี้ มท.1 มาอยู่ภายใต้การดูแลของเพื่อไทย โดยวาง ประเสริฐ จันทรรวงทอง เข้ามานั่งตำแหน่งแทน โดยให้ เสี่ยหนู อนุทิน นั่งรองนายกควบเก้าอี้ว่าการกระทรวงพาณิชย์แทน ส่วน พรรคร่วมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มีกระแสร้อนแรงเมื่อต้นสัปดาห์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (อ่านข่าว 'แพทองธาร'ปรับครม.ยึดมหาดไทยแจ้งอนุทินนั่งรองนายกฯควบพาณิชย์)

 

การส่งสัญญาณปรับ ครม. ล่าสุด ทำให้ ต้องจับตาว่า ความร้อนแรงของความขัดแย้งภายในพรรค รวมไทยสร้างชาติ จากกลุ่มก๊วน สุชาติ  ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ จะพัฒนาไปในทิศทางใด

 

เดิมที มีนักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองว่า การเคลื่อนไหว ของ สุชาติ ชมกลิ่น พยายามใช้โมเดลของพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มีหัวหน้ากลุ่มอย่างผู้กอง ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ก่อการบีบให้พรรคขับออก ดึงส.ส.กว่า 20 คนออกจากพรรคมาอยู่ พรรคกล้าธรรม ที่ตั้งรองรับอยู่ก่อนแล้ว 

 

การเคลื่อนไหวของกลุ่ม สุชาติ  ชมกลิ่น ที่ปล่อยหนังสือที่มี 21 ส.ส.(ภายหลังมีสส.ถอนตัวออกไป 3 คน) ของพรรค ร้องไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อปรับรัฐมนตรีของพรรคออกจากครม. โดยมีการมองกันว่าเป้าคือ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ที่นั่งเป็นเสนาบดี กระทรวงพลังงานอยู่ในปัจจุบัน  และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรค

การเคลื่อนไหวของ สุชาติ  ชมกลิ่น ถูกมองว่า ได้รับแรงขับดันจากนายทุนพรรค ที่ช่วงหลังหันหลังให้กับพรรคไม่เข้ามาสนับสนุนน้ำเลี้ยงเนื่องจากไม่พอใจบทบาทของพีระพันธ์ ในการดำเนินนโยบายด้านพลังงาน ประกอบกับ การวางมือของผู้นำจิตวิญญาณ อย่างลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา หลังได้รับโปรดเกล้าเป็นองคมนตรี จึงเกิดแรงกระเพื่อม ตั้งกลุ่มก๊วนรวมตัวต่อรองเพื่อย้ายพรรคไปสร้างแนวทางของตัวเอง หาทางต่อรองเพื่อให้คนของตัวเองเข้าไปอยู่ในอำนาจ

 

ความเคลื่อนไหวของ พรรคการเมืองอย่าง รทสช. และ พปชร. เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการพัฒนาการเมืองไทยได้อย่างชัดเจน  เป็นการยืนยันเรื่องของ พรรคเฉพาะกิจ ที่ไม่ช่วยสร้างพัฒนาการพรรคการเมือง ตามนิยามที่ควรจะเป็น ไม่ช่วยพัฒนารากฐานของระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่มีพรรคการเมืองเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ


หากว่ากันตามนิยามของพรรคการเมือง โดยย่อ พรรคการเมือง (Political Party) หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง แนวคิดในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่สอดคล้องกัน มารวมตัวกันเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จุดมุ่งหมายหลักคือการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ และ บทบาทของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จะต้องยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก

การเดินเกมการเมืองแบบกลุ่มก๊วน มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อ แย่งชิงตำแหน่งให้กับกลุ่มพรรคพวกตัวเอง และเพื่อสนองประโยชน์ให้กับนายทุนหนุนหลัง ไม่ยึดหลักเป้าหมายอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนใหญ่ให้กับประชาชน พร้อมที่จะแยกตัวตั้งกลุ่มตั้งพรรคใหม่เพื่อต่อรองอำนาจ ไม่พัฒนาพรรคการเมืองในระยะยาว เป็นเพียงพรรคเฉพาะกิจ ไม่ช่วยพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันการเมืองที่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม จึงไม่ช่วยพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว 

 

หากสำรวจพรรคการเมืองของไทยในปัจจุบัน และ มองย้อนพรรคการเมืองในอดีต มีพรรคการเมืองในเชิงอุดมการณ์ และมีเป้าหมายในการพัฒนาเป็นพรรคการเมืองเชิงสถาบันค่อนข้างน้อย ประกอบกับ ตัวแทนที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร หรือ สส. จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศจำนวนมาก ที่หวังเข้ามาเล่นการเมืองเพื่อเข้าไปมีอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องเท่านั้น 

 

ในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป จึงเป็นคำถามที่ประชาชนคนไทยจะต้องพิจารณาไตร่ตรองว่า ในฐานะเจ้าของเสียงเจ้าของสิทธิในการเลือกตัวแทนของตัวเองไปเป็นปากเสียงไปทำหน้าที่บริหารประเทศ จะเลือกผู้แทนแบบใด จะเลือกพรรคการเมืองแบบใด จะอยู่ในวังวนของกลุ่มผลประโยชน์แบบอดีตที่ผ่านมา หรือ จะช่วยกันวางรากวางฐานเพื่อพัฒนาการเมืองแบบใหม่ ที่มองผลประโยชน์ของประชาชนประเทศชาติเป็นหลัก เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องช่วยกัน....

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท