posttoday

‘เถ้ากระป๋อง’ จากแดนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น สู่ของที่ระลึกสุดขายดี

09 สิงหาคม 2565

จากการกำจัดขี้เถ้าภูเขาไฟที่แสนยาก สู่ของฝากยอดฮิต ‘เถ้ากระป๋อง’ พรจากฟ้าปริมาณ 100 ซีซี ไอเดียสุดล้ำจากแดนปลาดิบ

 

          ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวการปะทุของภูเขาไฟซากุระจิมะ ในประเทศญี่ปุ่น สร้างความหวาดกลัวและเรียกเสียงฮือฮาจากชาวโลกได้พอสมควร และด้วยความที่ภูเขาไฟลูกนี้ยังคงปะทุอยู่เรื่อยๆในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ‘ขี้เถ้า’ จากการปะทุจึงสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับชาวเมืองเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความครีเอทีฟของนิฮงจิน ไอเดียสุดล้ำกับการอัดขี้เถ้าลงกระป๋องขายจึงได้ถือกำเนิดขึ้น แล้วใครจะคาดคิดว่าเจ้าสิ่งนี้จะกลายเป็นของฝากยอดฮิตไปเลยทีเดียว

‘เถ้ากระป๋อง’ จากแดนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น สู่ของที่ระลึกสุดขายดี

ซากุระจิมะ ดินแดนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

 

          แน่นอนว่าแดนอาทิตย์อุทัยขึ้นชื่อเรื่องภูเขาไฟปะทุเป็นที่สุด และชาวเราคงได้ยินข่าวกันมาอย่างหนาหู แต่เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมเป็นเช่นนั้น? คำตอบก็คือ ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ซึ่งเป็นแนวภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น (Active Volcanoes) ซึ่งอาจปะทุได้อยู่ตลอด เพียงแค่คาดเดาไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ ซ้ำวงแหวนแห่งนี้ยังมีความยาวกว่า 40,000 กิโลเมตรรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ครอบคลุมพื้นที่และประเทศต่าง ๆ กว่า 31 ประเทศ  ถือเป็นแหล่งที่ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวบนโลกเกิดขึ้นบ่อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และพื้นที่แถบนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดสึนามิมากกว่าประเทศอื่นๆ

 

          ภูเขาไฟซากุระจิมะ (Sakura-jima) ตั้งอยู่ในจังหวัดคาโกชิม่าบนเกาะคิวชู เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังมีพลังและปะทุมากที่สุดในญี่ปุ่น และเคยสร้างประวัติศาสตร์ระเบิดครั้งใหญ่ในปี 1914 มาแล้ว นอกจากจะมีผู้เสียชีวิตกว่า 50 ราย การปะทุในครั้งนั้น จำนวนลาวามหาศาลได้ไหลไปถมช่องแคบระหว่างแผ่นดินใหญ่จนเชื่อมแผ่นดินกับเกาะเข้าด้วยกัน นับเป็นปรากฎการณ์ชวนอึ้งได้ไม่น้อย

 

 

          แม้จะยังเป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลังมากที่สุดในญี่ปุ่น และในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ภูเขาไฟซากุระจิมะยังคงปะทุอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ครั้นในยามสงบสถานที่แห่งนี้ก็ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นของแดนซามูไรเและมีผู้คนอาศัยอยู่ราวๆ 4 พันคน และชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมทำการเกษตรเพื่อหาเลี้ยงชีพ อันเนื่องมาจากดินภูเขาไฟที่ช่วยทำให้การปลูกพืชต่างๆเป็นไปอย่างเจริญงอกงาม โดยเฉพาะหัวไชเท้าของที่นี่เรียกได้ว่าขึ้นชื่อสุดๆ เพราะสามารถโตได้ถึง 45 กิโลกรัม หรือใหญ่พอๆกับลูกบาส 1 ลูกเลยทีเดียว

‘เถ้ากระป๋อง’ จากแดนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น สู่ของที่ระลึกสุดขายดี

 

‘เถ้ากระป๋อง’ ผลิตภัณฑ์จากการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

 

          ไอเดีย ‘เถ้ากระป๋อง’ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2010 และเริ่มทดลองวางจำหน่ายเพียง 1,000 กระป๋องก่อนในช่วงปีเดียวกันนั้น และค่อยๆกลายเป็นสินค้าขายดีขึ้นเรื่อยๆในปี 2013 จนยอดขายเกือบแตะ 20,000 กระป๋อง ในวันครบรอบ 100 ปี เหตุการณ์ปะทุครั้งใหญ่บนเกาะซากุระจิมะที่เคยเกิดขึ้นในปี 1914 และถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาสของจริง

 

          ในเมื่อภูเขาไฟซากุระจิมะยังคงปะทุอยู่อย่างต่อเนื่อง เถ้าถ่านจากภูเขาไฟที่พ่นออกมาย่อมสร้างเสียหายให้กับสินค้าทางการเกษตรและประมง สร้างความสกปรกให้กับเสื้อผ้า รถยนต์และ ของใช้ต่างๆ อันเป็นที่สร้างความเดือดร้อนและน่ารำคาญใจให้กับชาวเมืองอย่างไม่มีสิ้นสุด แต่ในเมื่อยังต้องดำรงชีวิตอยู่เมืองนี้ต่อไป จะให้วิ่งหนีปัญหาก็คงไม่ใช่ ชาวเมืองจึงปิ๊งไอเดียจัดการเศษขี้เถ้าทั้งหลายอัดลงกระป๋อง! พร้อมชูถ้อยโฆษณาสุดโดนใจสกรีนตัวใหญ่ๆบนกระป๋องว่า ไฮ! โดโซะ!! (ハイ!どうぞ!!) หรือที่แปลว่า  “เชิญจ้า มารับไปได้เลยจ้า”

 

 

          ขี้เถ้าจากภูเขาไฟดังกล่าว ถูกเก็บกวาดมาจากหลังคาของศาลากลางเมืองทารุมิซึ เมืองทางตอนใต้ของซากุระจิมะ ส่วนข้อความบนกระป๋องแม้จะเรียกเสียงหัวเราะจากผู้พบเห็นได้ แต่ก็ชวนให้เสียเงินเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ‘เถ้าถ่านของซากุระจิมะ ความทุกข์ทรมานของชาวทารุมิซึ’ หรือ ‘พรจากฟ้า ปริมาณ 100 ซีซี’ ส่วนคำถามที่ว่าเจ้า ‘เถ้ากระป๋อง’ จะเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่ มีวันหมดอายุไหม? ฉลากข้างกระป๋องได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ก็จนกว่าคุณจะหมดความสนใจนั่นแล’’

‘เถ้ากระป๋อง’ จากแดนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น สู่ของที่ระลึกสุดขายดี

 

          สำหรับผู้ที่สนใจเถ้ากระป๋องที่ว่านี้ สามารถหาซื้อได้ตามสถานีริมทางในท้องถิ่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้าและสนามบินในเมืองคาโกชิม่าในราคาเพียง 100 เยน (ราวๆ 26 บาท) ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่นักท่องเที่ยวเท่านั้นที่ให้ความสนใจกับเจ้าสิ่งนี้เท่านั้น แต่คนท้องถิ่นเองก็เลือกที่จะซื้อเถ้ากระป๋องไปเป็นของฝากให้กับญาติสนิทมิตรสหายต่างเมืองด้วยเช่นกัน

 

          แต่คำถามคือ แล้วเถ้ากระป๋องนี้มีประโยชน์อะไรล่ะ นอกจากเปรียบเสมือนความโศกเศร้าของชาวเมืองที่ถูกอัดลงมาอยู่ในกระป๋อง? ทางผู้จัดทำเขาบอกว่าก็ตามศรัทธาเลยจ้า จะซื้อไปนั่งมองเฉยๆก็ได้ เป็นที่ทับกระดาษก็ดี เอาไปใส่กระถางธูปหรือผสมดินไว้ปลูกต้นไม้ต่อก็ออกจะเก๋

 

‘เถ้ากระป๋อง’ จากแดนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น สู่ของที่ระลึกสุดขายดี

ภูเขาไฟระเบิด ภัยธรรมชาติที่ไม่อาจเลี่ยง

 

          ภูเขาไฟระเบิด ถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แถมยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย ทั้งการเกิดฝนกรดที่ส่งผลเสียโดยตรงกับผืนป่าและสารอาหารในดิน สร้างความระคายเคืองต่อดวงตา ผิวหนังและระบบทางเดินหายใจของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสัตว์น้ำซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะนอกจากถิ่นที่อยู่อาศัยจะถูกทำลายแล้ว ขี้เถ้าที่ร่วงหล่นลงไปในน้ำยังทำให้ปลาขาดอาหาร ไม่กล้าวางไข่ บางส่วนตาย บางส่วนต้องอพยพหนี

 

          ต่อมาในส่วนของผลกระทบด้านภูมิอากาศ ปริมาณก๊าซ ฝุ่น ขี้เถ้าจากการปะทุครั้งหนึ่งนั้นมหาศาลมาก มีหลายครั้งในประวัติศาสตร์โลกที่ภูเขาไฟที่รุนแรงได้เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอย่างมีนัยสำคัญและทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

 

          หากเรามีโอกาสได้เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการปะทุของภูเขาไฟสูง วิธีการเอาตัวรอดเบื้องต้นคือคอยรับฟังสัญญาณเตือนจากหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ควรหลบอยู่ในอาคาร ห้ามใช้ลิฟต์ และวิ่งหนีทางบันไดออกมาให้เร็วที่สุด หากมีเวลาหาของจำเป็นทัน หน้ากากกรองอากาศ แว่นป้องกันฝุ่น เสบียงอาหาร และยารักษาโรค ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่ควรมองหา 

 

          แม้ว่าธรรมชาติจะบันดาลสรรค์สร้างสถานที่ใหม่ๆและสวยงามให้เราได้เห็นและชวนอึ้งกันอยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อวันเวลาล่วงเลยสิ่งที่คงอยู่ก็ต้องดับไปเพียงแค่เราไม่อาจรู้ได้ว่าเมื่อไหร่ และธรรมชาติจะเรียกคืนด้วยความรุนแรงระดับไหน การช่วยกันถนอมโลกใบนี้ไว้ด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับโลกใบนี้ได้

 

 

ข้อมูลอ้างอิง

 

 

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. กดดันอิหร่าน ขณะยังไม่ทราบชะตากรรมนักบินที่ถูกยิงตก