"นิสสัน"ยอมรับปลอมแปลงข้อมูลมลพิษ มีผลกับรถกว่าพันคันในญี่ปุ่น

  • วันที่ 10 ก.ค. 2561 เวลา 14:09 น.
  • | เปิดอ่าน 538
Share on Google+
LINE it!

"นิสสัน"ยอมรับปลอมแปลงข้อมูลมลพิษ มีผลกับรถกว่าพันคันในญี่ปุ่น

"นิสสัน"ยอมรับพบพนักงานปลอมแปลงข้อมูลปล่อยมลพิษและค่าประหยัดน้ำมัน หวั่นกระทบชื่อเสียงรถญี่ปุ่นครั้งใหญ่

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ 1 ใน 3 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ยอมรับว่า พบกรณีพนักงานปลอมแปลงผลทดสอบการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียและค่าประหยัดน้ำมัน ในรถยนต์รุ่นใหม่ที่ผลิตในโรงงาน 5 แห่งในญี่ปุ่น โดยมีผลกับรถยนต์ทั้งหมด 1,171 คัน นับเป็นเรื่องอื้อฉาวครั้งใหญ่ของนิสสัน และเป็นเรื่องฉาวรอบล่าสุดของบรรดาค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น รวมถึงมิตซูบิชิ คอร์ป และซูบารุ คอร์ป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของอุตสาหกรรมการผลิตของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม นิสสันยืนยันว่าการปลอมแปลงข้อมูลมลพิษครั้งนี้ไม่ได้มีผลกับความปลอดภัยของรถยนต์ และผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของญี่ปุ่น โดยการปลอมแปลงข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นในกระบวนการตรวจสอบรถยนต์ขั้นสุดท้าย พร้อมระบุว่าบริษัทได้ส่งรายงานนี้ให้กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และท่องเที่ยวของญี่ปุ่น

รายงานเรื่องการปลอมแปลงข้อมูลครั้งนี้ ส่งผลให้หุ้นของนิสสันปรับตัวลดลง 4.6% ระหว่างการซื้อขายในตลาดหุ้นโตเกียว วานนี้ นับว่าเป็นการลดลงที่แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2016 และยังส่งผลให้หุ้นของบริษัทร่วง 11% ในปีนี้

ก่อนหน้านี้ นิสสันเคยมีเรื่องฉาวเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว จากการยอมรับว่าปล่อยให้พนักงานที่ไม่มีใบอนุญาตตรวจสอบรถยนต์หลังการผลิตเป็นเวลานานหลายปี และพบว่าอาจปล่อยให้พนักงานไม่มีใบอนุญาตทำงานในขั้นตอนนี้ตั้งแต่ปี 1979 ที่โรงงานในเมืองจังหวัดโทชิกิ ทำให้บริษัทต้องเรียกคืนรถยนต์ในญี่ปุ่นกว่า 1.2 ล้านคัน ก่อนที่ ฮิโรโตะ ไซคาวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ประกาศยอมลดเงินเดือน และทำให้บริษัทต้องปรับลดคาดการณ์กำไรด้วย

ขณะที่ซูบารุเคยยอมรับว่าปลอมแปลงผลการทดสอบมลพิษ เพื่อให้ได้ค่าตามมาตรฐานของรัฐบาลญี่ปุ่น คล้ายกับกรณีของนิสสัน ทำให้ ยาซูยูกิ โยชินากะ ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอช่วงก่อนหน้าของปีนี้

ด้านมิตซูบิชิเคยยอมรับเมื่อปี 2016 ว่าปลอมแปลงผลการทดสอบการบริโภคน้ำมันในรถยนต์หลายรุ่น และซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ป เคยยอมรับว่าใช้กระบวนการทดสอบค่าประหยัดน้ำมันที่ไม่ได้รับอนุญาตในปี 2016 ทำให้ โอซามุ ซูซูกิ ต้องลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ

ภาพ เอเอฟพี

Share on Google+
LINE it!