นิสสัน เทอร์รา มาช้าแต่มาเต็ม

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 06:56 น.

นิสสัน เทอร์รา มาช้าแต่มาเต็ม

โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์ 

ภายหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลกสำหรับ “นิสสัน เทอร์รา” รถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของกระบะ (พีพีวี) ที่ประเทศจีน ไปในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากหลายตลาดและเริ่มทยอยเปิดตัวโดยล่าสุดประเทศที่ได้รับบทบาทในการเปิดตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกนั้นคือ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ของรถยนต์กลุ่มดังกล่าวที่สุดในภูมิภาค

“โพสต์ทูเดย์” ได้ร่วมเดินทางไปร่วมงานเปิดตัวและสัมผัส นิสสัน เทอร์รา เป็นครั้งแรกในภูมิภาค และเป็นลำดับที่ 2 ของโลก โดยมีเหล่าบรรดาสื่อมวลชนจากหลากหลายประเทศในภูมิภาคเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ซึ่งเป็นนิมิตหมายอันดีที่นิสสันโดดร่วมวงเข้าสู่ตลาดพีพีวีนี้ ถึงแม้จะตามหลังคู่แข่งในตลาดด้านระยะเวลาการเปิดตัวลงสู่ตลาดหลายช่วงตัวก็ตาม ขณะที่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจสำหรับประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญของนิสสัน คือ การเป็นฐานการผลิตรถยนต์รุ่นดังกล่าวและส่งออกไปยังตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับ นิสสัน เทอร์รา ในประเทศฟิลิปปินส์ จะสามารถส่งมอบได้ในเดือน ส.ค. 2561 เป็นต้นไป และจะมีแผนเปิดตัวในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซียภายในปีงบประมาณ 2561 (เม.ย. 2561-มี.ค. 2562) จากนั้นจะเปิดตัวในตลาด บรูไน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ต่อไป

ด้านกระแสข่าววงในและพรายกระซิบได้ระบุช่วงเวลาเปิดตัวให้แคบลงยิ่งขึ้นสำหรับประเทศไทยคาดว่าจะอยู่ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2561 นี้ ซึ่งใครที่กำลังสนใจในรายละเอียดเวอร์ชั่นของประเทศไทยอาจจะต้องอดใจรอสักครู่ แต่ที่คอนเฟิร์มฟันธงได้อย่างหนึ่งคือ เครื่องยนต์ ที่จะแนะนำลงสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร

นอกจากนั้น “โพสต์ทูเดย์” ยังได้มีโอกาสสัมผัส นิสสัน เทอร์รา เวอร์ชั่นที่วางจำหน่ายในประเทศฟิลิปปินส์ ในรูปแบบเส้นทางออฟโรดมุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณภูเขาไฟพินาตูโบ (Pinatubo) ของเมืองคลาร์ก ซึ่งมีสภาพเส้นทางที่เป็นลำธารสลับด้วยหินภูเขาไฟ ถือเป็นความท้าทายของรถยนต์คันนี้ที่มีจุดเด่นในการพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์สำหรับคนชอบลุยอย่างแท้จริง

เริ่มกันที่รูปลักษณ์หน้าตากันก่อนซึ่งดูเหมือนว่าหน้าตาของ นิสสัน เทอร์รา คันนี้ จะมีความโดดเด่นเฉพาะตัวแต่ก็หาได้ฉีกรูปแบบไปจากเดิมที่มีอยู่ในตลาดอย่างชัดเจนไม่ ซึ่งจะได้ในเรื่องความถึกบึกบึนถอดแบบมาจาก นิสสัน นาวารา และก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ด้วยกระจังหน้าสไตล์นิสสัน

ตามมาด้วย ภายในห้องโดยสารซึ่งก็ดูล้ำหน้าล้ำสมัยดีวางตำแหน่งการใช้งานของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้ได้ดีใช้งานสะดวกเข้าใจง่ายไม่ยุ่งยาก ติดนิดเดียวที่พวงมาลัยอันเป็นเอกลักษณ์ของนิสสัน เพราะไม่ว่าจะนั่งอยู่บนนิสสันรุ่นไหนพวงมาลัยก็จะคล้ายๆ กันไปหมด แต่ที่ต้องชมคือวัสดุที่นำมาใส่ในรถยนต์คันนี้มีคุณภาพดีหยิบแตะสัมผัสจับส่วนไหนก็รู้สึกได้ถึงความพรีเมียม

นอกจากนั้น รถยนต์อเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่งคันนี้ยังมาพร้อมความกว้างขวางภายในห้องโดยสารถือเป็นจุดเด่นของรถยนต์คันนี้ที่ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะเบาะที่นั่งแถว 2 ซึ่งสามารถปรับองศาเอนรับสรีระของผู้โดยสารได้ อีกทั้งยังสามารถปรับพับได้แบบตลบเดียวด้วยการกดปุ่มครั้งเดียว ซึ่งสามารถปรับให้แบนราบสามารถบรรทุกสัมภาระได้เช่นเดียวกับเบาะที่นั่งแถว 3 แต่อย่างหนึ่งของจุดขายที่นิสสันพยายามจะบอกว่า เบาะที่นั่งแถว 3 นั้น นั่งได้จริงเห็นทีจะต้องเห็นต่าง เพราะถ้าคุณไม่ใช่คนตัวเล็กขาสั้นความสูงไม่เกิน 160 ซม. หรือเป็นเด็ก นั้นก็คงไม่สามารถนั่งได้อย่างสบาย

ส่วนความอัจฉริยะที่มีในรถยนต์คันนี้ ภายใต้แนวคิดนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี้ มีมาให้อย่างครบครันไม่ว่าจะเป็น ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning), ระบบเตือนจุดบอดกับจุดอับสายตา (Blind Spot Warning), กล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหว (Moving Object Detection) และกระจกมองหลังอัจฉริยะ (Smart Rear View Mirror) ใช้งานได้อย่างคล่องตัวและเกิดประโยชน์จริงบนท้องถนน

ขณะที่ช่วงล่างของรถยนต์คันนี้เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เพราะความนุ่มนวลและการซับแรงกระแทกที่ทำได้ดีอย่างน่าสนใจด้วย ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบโฟร์ลิงค์ คอยล์สปริง และเพลาหลังพร้อมการพัฒนาที่เหนือชั้นไปอีกขั้นทำให้โดดเด่นขึ้นมาและประทับใจในจุดนี้เลยทีเดียว ซึ่งมาพร้อมความสูงจากพื้นถึงท้องรถ 225 มม. ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากการขับขี่บนถนนขรุขระและเส้นทางที่ไม่ราบเรียบ รวมถึงในพื้นที่น้ำท่วมอีกด้วย พร้อมการควบคุมที่ดียิ่งขึ้นด้วยระบบ 4WD-DIFF หรือดิฟเฟอเรนเชียล-ล็อก 4 ล้อ และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist) รวมถึงระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control) ที่ช่วยควบคุมความเร็วเมื่อขับขี่ลงในเส้นทางที่ลาดชัน

อีกทั้งเครื่องยนต์ ดีเซลขนาด  2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที ยังให้การตอบสนองที่ดีอย่างเร้าใจและต่อเนื่องอย่างราบรื่นอีกด้วย

สรุปแล้ว ถึงแม้นิสสันจะกระโดดลงมาเล่นในตลาดนี้ช้ากว่าคนอื่นก็จริง แต่จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจและทำออกมาได้ดีน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคให้ตัดสินใจมาเลือกซื้อ นิสสัน เทอร์รา คันนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องดูราคาเปิดตัวในประเทศไทยว่าจะโดนใจผู้บริโภคหรือไม่ และแข่งขันได้กับคู่แข่งในตลาดหรือเปล่า ... ซึ่งถ้า “ราคาใช่” โดนใจผู้บริโภครับรองว่าคงจะได้เห็นการตอบรับที่ดีแน่นอน เพราะผลิตภัณฑ์นั้นใช่ในความเห็นของผมสำหรับเวอร์ชั่นที่ได้ลองขับมานี้เป็นที่เรียบร้อย  

ข่าวอื่นๆ