เบนซ์ อี350 อี ไฮโซเสียบปลั๊กรักษ์โลก

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2560 เวลา 21:59 น.

เบนซ์ อี350 อี ไฮโซเสียบปลั๊กรักษ์โลก

โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์

สัปดาห์นี้อยู่กับรถยนต์ระดับพรีเมียมในรุ่น อี 350 อี (The E 350 e) รถยนต์รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ อีคิว-อีเลคทริก อินเทลลิเจนซ์ บาย เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมทั้งรถยนต์ในตระกูลปลั๊กอิน ไฮบริด ทั้ง 12 รุ่นของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ อาทิ ซี 350 อี, เอส 500 อี, จีแอลอี 500 อี บนเส้นทางกว่า 800 กม. จาก จ.พังงา สู่กรุงเทพฯ เพื่อสัมผัสสมรรถนะ พร้อมร่วมทำกิจกรรมตอบแทนสังคมไทยด้วยการส่งมอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาจำนวน 5 แสนบาท พร้อมชุดอุปกรณ์การเรียน ให้แก่เด็กนักเรียน โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา

สำหรับรถยนต์รุ่นไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ อี 350 อี ที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ ในช่วงกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนี้มีร่วมขบวนไปให้ได้ทดสอบกันถึง 3 รุ่นย่อยได้แก่ Avantgarde Exclusive และ AMG Dynamic โดยในรุ่นที่ “โพสต์ทูเดย์” ได้ลองขับ คือ The E 350 e Avantgarde ที่เป็นรุ่นเริ่มต้นราคาอยู่ที่ 3.49 ล้านบาท

ด้านการออกแบบภายนอกรูปลักษณ์สง่างามสมฐานะความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มาพร้อมด้วยไฟหน้าแบบ LED High Performance พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (เดย์ไทม์รันนิ่งไลต์) และไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง รวมถึงไฟเบรกและไฟท้ายแบบแอลอีดี

กระจังหน้าแบบคลาสสิกพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์โดดเด่นสะดุดตา นอกจากนั้นยังตกแต่งด้วยปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ และล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว โดยดูรวมๆ แล้วดึงดูดสายตาได้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ขณะที่ภายในห้องโดยสารที่คว้ารางวัลจากงาน “Automotive Interiors Expo Awards” ประจำปี 2016 ในด้าน “ห้องโดยสารยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อการจัดจำหน่ายจริง (The Best Interior of a Standard-production automobile)” และ “นวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี” จากผลงานการออกแบบแผงควบคุมระบบสัมผัสบนคอพวงมาลัย ในรถยนต์ The E-Class อีกด้วย ซึ่งห้องโดยสารของรถยนต์ The E-Class คือผลลัพธ์ของการตีความแนวคิด Contemporary Luxury ใหม่ ผ่านการออกแบบห้องโดยสารให้ดูกว้างขวาง และอัจฉริยะมากมาย

นอกจากนี้ ยังใช้นวัตกรรมที่ก้าวล้ำและอุปกรณ์ตกแต่งคุณภาพสูงสร้างประสบการณ์การขับขี่ให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเคลมไว้ว่า รถยนต์รุ่นดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ซีดานสำหรับผู้บริหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือน “สถานที่ที่ 3 (Third Place)” นอกเหนือไปจากบ้าน และสถานที่ทำงาน ที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถใช้เวลาเพลิดเพลินกับความหรูหราและร่วมสมัยได้ตลอดการเดินทาง

ด้วยการตกแต่งสไตล์หรูหรามาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง Nappa และยังมาพร้อมกับระบบ COMAND Online พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay) และ Android (Android Auto) รวมถึงการติดตั้งระบบแผนที่นำทาง พร้อมระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย อารมณ์เมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัยหรือจะเบาะที่นั่งด้านหลังก็ตาม ให้ความรู้สึกกว้างขวางสะดวกสบายและสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความหรูหรา

ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,200-4,000 รอบ/นาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ 440 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ส่วนระบบความปลอดภัยก็เต็มพิกัดเช่นเคยตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์

อารมณ์ความรู้สึกในการขับขี่ต้องเรียกได้ว่านับเป็นความสมบูรณ์แบบอีกครั้งสำหรับรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามมาตรฐาน ถึงแม้จะเป็นตัวเริ่มต้นที่สุดของรุ่นแต่ความภูมิฐานและความสง่างามนั้นไม่น้อยไปกว่ารุ่นท็อปเลย ซึ่งการเรียกรอบความเร็วและความสนุกสนานมีพอประมาณ แต่จุดเด่นคงจะอยู่ที่ระบบความปลอดภัยและความอุ่นใจมากกว่า

ทั้งนี้ ช่วงล่างและการซับแรงกระแทกยังทำได้ดี ให้อารมณ์ความนุ่มนวลชวนฝันในทุกตำแหน่งที่นั่งภายในรถยนต์คันนี้ แม้กระทั่งเมื่อเจอกับสภาพถนนในเส้นทางภาคใต้ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงก็ไม่ได้ทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า

 

นอกจากนั้น สำหรับข้อคำถามที่หลายคนกังวลเรื่องสภาพอากาศในประเทศไทยที่เป็นอากาศร้อนชื้นและฝนตกหนักจนกระทั่งเกิดน้ำขังรอการระบาย จึงมีความเป็นห่วงเป็นใยว่าแบตเตอรี่และระบบปลั๊กอิน ไฮบริด จะสามารถต้านทานกับสภาพอากาศได้หรือไม่นั้น ให้คำตอบ ณ ตรงนี้เลยว่า ตลอดเส้นทางในการลองขับครั้งนี้ฝนตกกระหน่ำชนิดที่เรียกว่าแทบจะมองไม่เห็นทางซึ่งได้ลุยน้ำตลอดแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาต่อระบบต่างๆ ของรถยนต์

รวบรัดตัดความตรงนี้เลยว่า ในตระกูล อี-คลาส ปลั๊กอินไฮบริด จะรุ่นล่าง รุ่นกลาง หรือรุ่นท็อป ก็หูหราไฮโซไม่แพ้กัน หากแต่มีบางออปชั่นที่จะแตกต่างกันไปบ้าง ดังนั้นมาถึงขั้นนี้ทั้งทีไปให้สุดเลยแล้วกันด้วยความครบครันของรุ่นท็อปสุดที่อยู่ที่ 4.09 ล้านบาท และรองลงมาคือ 3.79 ล้านบาท แต่หากจะพอประมาณพอดิบพอดี ในรุ่น The E 350 e Avantgarde คันนี้ ราคา 3.49 ล้านบาท ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไร รักษ์โลก รักความประหยัด รักความหรูหรา ก็จัดไป

 

 

 

 

ข่าวอื่นๆ