
ถ้ารีบกลับไปเลือกตั้ง ปัญหาเก่าจะเกิดขึ้นอีก
"ที่ผ่านมา 10 กว่าปี สร้างความบอบช้ำหลายเรื่อง กฎเกณฑ์เสียงข้างมากมันใช้ไม่ได้ แล้วมีหลักประกันใดว่าถ้าเลือกตั้งกลับมา แล้วอ้างว่ามันคือเสียงข้างมากสุดท้ายก็กลับไปเหมือนเดิม"
โดย...เอกชัย จั่นทอง, ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
“ผมพูดแต่แรกแล้วว่า การปกครองยุคนี้ มันไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว เราต้องยอมรับว่าเรามาจาก คสช. แต่เรามาเพื่อแก้ปัญหา เพราะระบบกระบวนการยุติธรรม ระบอบประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้งในปัจจุบัน มันแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ คุณเห็นด้วยไหมล่ะ” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวกับทีมงานโพสต์ทูเดย์ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากพรรคเพื่อไทยที่เริ่มหนักหน่วงพุ่งเป้าที่ปัญหาการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. หลังทำงานได้ครบปี
โพสต์ทูเดย์นัดสัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.ไพบูลย์ ภายในห้องรับรองหรูของกระทรวงยุติธรรม ไม่กี่วันก่อนที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ในช่วงสถานการณ์การเมืองกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม และอนาคตที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งยังไม่มีอะไรแน่นอน
จีนไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ทำไมโตก้าวกระโดด
ม่านฉากบทสนทนาถูกเริ่มขึ้น พล.อ.ไพบูลย์ ระบุว่า ทุกวันนี้ที่มีคนออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง คืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย ก็อยากให้ประชาชนได้ลองคิดว่า ช่วง 10 ปีจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้สร้างความบอบช้ำให้กับประเทศแค่ไหน วันนี้เราต้องกลับไปดูว่าเราต้องสร้างข้อกำหนด กฎเกณฑ์ หรือไม่ และข้อกำหนดนั้นมันอาจเป็นเรื่องที่นักการเมืองเริ่มมองว่ามันไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” ถึงบอกว่าอย่าไปมองเรื่องประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองเรื่องการปฏิรูปประเทศด้วยว่ามันทำอย่างนี้แล้วปฏิรูปประเทศได้หรือไม่
“ที่ผ่านมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย คือ ใช้คน ใช้เจ้าหน้าที่ ใช้มาเลือกตั้ง ท่านคิดว่ามันหมักหมม ปัญหาไว้เยอะไหม ค้ามนุษย์ เครื่องบินบินไม่ได้ ทุจริต ยาเสพติด ป่าไม้ อิทธิพล เด็กแว้น เต็มไปหมด มันเป็นปัญหาที่ถูกสั่งสมมาจากระบอบประชาธิปไตย 100% หรือเปล่า จากการเลือกตั้งหรือเปล่า ผมพูดคำนี้ ผมพยายามตีความหมายแบบนี้"
ฉะนั้นการปฏิรูปย่อมมีบางจุดอาจมองว่า ไม่ใช่ประชาธิปไตยตามทฤษฎี อย่างประเทศจีน ขอถามว่า มีประชาธิปไตย 100% หรือเปล่า แล้วทำไมคุณชอบไปค้าขายกับเขา คุณบอกว่าเขาโต 10-20% มันก้าวกระโดดเลย ผมว่าเขาใช้การปกครองที่มันสอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ วันนี้มีการเรียกร้องให้เลือกตั้งอย่างเดียว มันใช้ได้ไหมกับประเทศไทย ต้องมองเรื่องเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ คุณจะเอาประชาธิปไตยเพียงต้องเลือกตั้งอย่างนั้นหรือ
“ต้องถามกลับไปว่า นั่นมาจากผลพวงระบอบประชาธิปไตย 100% หรือเปล่า ผมถึงบอกว่า ท่านมองแบบนี้ มันก็จะกลับไปสู่อย่างนั้นใช่ไหม คือ ถ้าเรามีมาตรการ มีระบบมาเป็นเครื่องกำหนดก็จะไม่เกิด นั่นคือสิ่งที่ คสช.กำลังทำอยู่ แต่พอมองแล้วมันจะมีข้อนู้น ข้อนี้ ท่านไปมองมุมโน้น ผมพูดแบบนี้ไปมองมุมเดียว แล้วทำไมปล่อยให้ปัญหาที่เกิดคาราคาซังมา 5 ปี 10 ปี ถ้าท่านบอกว่า ก็เพราะพวกผมเป็น คสช.เลยมีอำนาจพิเศษแล้วถ้าในอนาคต ท่านไม่มีอำนาจพิเศษ แล้วมันจะเกิดปัญหาเก่าๆ อีกใช่ไหม” พล.อ.ไพบูลย์ ย้ำให้เห็นภาพ
หัวหน้าฝ่ายกฎหมายฯ ของ คสช. ระบุว่า ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย มีกฎหมายเฉพาะ เช่น กฎหมายการชุมนุม แล้วทำไมไทยไม่สร้างความจำเป็นสักระยะหนึ่งเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ไม่อยากให้มองแค่มุมว่าต้องเลือกตั้ง ต้องมีอายุสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่มองเรื่องวิธีป้องกันการทุจริตอย่างไร ที่ผ่านมาเราบริหารประเทศแบบขาดยุทธศาสตร์มาก
“พอมีคณะกรรมการขับเคลื่อนในร่างรัฐธรรมนูญหน่อย คุณก็มาโวย มองแง่ลบ คุณไม่มองในแง่ของมาตรา 44 มีใช้อะไรในแง่ร้ายไหม ท่านไม่คิดหรือ มันเป็นการให้คุณ เพราะผมให้กรอบการเดินแล้วไม่เกิดปัญหาในการใช้มาตรา 44 แน่นอนท่านไม่ต้องเป็นห่วง ผมไปแถลงประกาศเรื่องใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 จะประหารคนหรือ ผมถามมีไหม ไม่มี พอออกมาก็ใช้อย่างสร้างสรรค์”
“...อยากให้พวกเราคิดให้มันเป็นประโยชน์ ประเทศเราเดินมา 10-20 ปี ในระบอบประชาธิปไตย 100% แล้วมันมีปัญหาการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ครอบงำองค์กรอิสระ ยุ่งกับกระบวนการยุติธรรม ได้ประชาธิปไตยมาท่านก็ไม่ปฏิรูปกัน ซึ่งไม่ใช่การเขียนรัฐธรรมนูญ แต่คือการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง” รมว.ยุติธรรม ระบุ
"กก.ยุทธศาสตร์" ในร่างรธน. มีแต่นักการเมืองเท่านั้นระแวง
การคว่ำร่าง รธน.ของ สปช. เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยยืดการเลือกตั้งออกไปอีกเกือบปี ตามโรดแมปใหม่คาดกันว่าจะไปเลือกกันได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 พล.อ.ไพบูลย์ ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ให้คำมั่นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะเดินตามโรดแมป ท่านก็ยังมั่นคงอยู่ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ประชาชนก็ยังไม่ต้องเลือกตั้ง คสช.ก็ต้องกลับไปทำให้ประชาชนพอใจ
รมว.ยุติธรรม ระบุว่า ความจริง ผู้ร่าง รธน.พยายามสร้างกลไกขึ้น ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ แต่ฝ่ายคัดค้านบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ “รัฏฐาธิปัตย์” แต่มันไม่ใช่
“สมมติว่าร่าง รธน.ผ่าน คณะกรรมการชุดนั้นรับปากกับประชาคมแล้วว่า จะไม่ทำเหมือน คมช. พูดแต่แรกแล้วว่า ถ้า คสช.ไม่ทำให้ประชาชนประทับใจ ประชาชนจะเดินขบวนขับไล่เอง คิดว่าวันนี้ความพึงพอใจประชาชนยังมีอยู่ไหม ก็ยังมีอยู่แต่อาจลดต่ำลง”
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า มั่นใจว่าถ้าประชาชนไม่ต้องการ คสช. คสช.ก็อยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องออก เมื่อถึงวันนั้นประชาชนต้องเลือกทางเดินประเทศไทย อยากได้ประชานิยม อยากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อยากมีรัฐบาล หรือ อยากได้ระบบเหมือนเดิม ประชาชนจะเป็นฝ่ายเลือก คสช.จะทำอะไรได้
“ผมจึงพูดไงว่า อย่าไปชี้นำ แต่คุณต้องพูดความจริงกับประชาชนว่า ไอ้ที่ทำแบบเดิมๆ มันจะกลับไปแบบเดิมใช่ไหม ...ผมถึงพูดไงว่าความรู้สึกของคนอาจไม่เป็นประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าคนที่เขาสร้างมา มันเป็นประชาธิปไตยที่จะพยายามประคับประคองไปตีกรอบให้เดินไปตามยุทธศาสตร์ตามแนวคิด ไม่ให้รัฐบาลหรือใครมาทำนอกลู่นอกทางเหมือนอดีตที่ผ่านมา สร้างปัญหา จึงมี คสช.ขึ้นมาเพราะเป็นแบบนี้”
รูปแบบ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” ที่ถูกเขียนไว้ในร่าง รธน.ถึงแม้ว่าวันนี้จะถูกล้มพับไปแล้ว แต่เชื่อว่าในการร่าง รธน.ครั้งใหม่ ผู้ร่าง รธน.คงต้องบรรจุเนื้อหาเรื่องนี้เอาไว้ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ สนับสนุนให้มีคณะกรรมการชุดนี้อยู่ แต่อาจเปลี่ยนชื่อใหม่
พล.อ.ไพบูลย์ มองว่า ถ้ามีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอย่างที่วิจารณ์กัน คงเหมือน คสช. เข้ามาตอนแรกก็ถูกวิจารณ์ถึงที่มา แต่จะเห็นว่า เมื่อเราทำงาน นายกฯ คณะ คสช.ต่างทุ่มเท แต่ว่าก็เข้าใจ ตราบใดที่ยังไม่เห็นผลงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ทุกคนก็ต้องหวาดระแวง เพราะคนที่หวาดระแวงก็คือนักการเมือง
“ผมยังนั่งคิด เออก็หวาดระแวง แสดงว่ามันขัดใจเขา ทำแบบเดิมไม่ได้ใช่ไหม ผมคิดในมุมกลับนะ เขา (กลุ่มอำนาจเก่า) ทำแบบเดิมไม่ได้มั้ง เลยหวาดระแวง”
ข้อวิจารณ์ที่ว่า การมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไม่ต่างจาก “รัฏฐาธิปัตย์” หรือรัฐประหารซ่อนรูป พล.อ.ไพบูลย์ โต้กลับว่า ทุกคนคิดได้ แต่การปฏิบัติจะเป็นเครื่องมือยืนยันว่ามันจะไม่เกิดขึ้น วันนี้ คสช.ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าวผ่าน ค่อยดูว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่
“ในเวลาปีกว่า ผมยืนยันได้เลยว่า มาตรา 44 ไม่เคยใช้อะไรเลยที่เป็นโทษ มีแต่คุณ และทุกวันนี้คนเรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 ซึ่งจะใช้ทำไมพร่ำเพรื่อ ไม่ได้ นี่คุณกลับมาเรียกร้องไง ทั้งที่เมื่อก่อนค้านกันเต็มบ้านเต็มเมือง ว่าเป็นเผด็จการซ่อนรูปแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมเลยเอามาเปรียบเทียบ ผมไม่ห้ามคุณคิด เพราะว่าคุณมีสิทธิที่จะคิด แต่อะไรที่จะทำให้มันเดินไปตามกรอบปฏิรูปได้
การแก้ปัญหาความขัดแย้งในวิถีทางของ คสช. ถูกวิจารณ์ตลอดว่า ใช้กฎหมายนำ และบังคับผ่านในร่าง รธน. โดยเฉพาะแนวคิดที่จะให้มีรัฐบาลแห่งชาติที่จะขอความเห็นประชาชนผ่านการทำประชามติ ว่าจะให้พรรคการเมืองอันดับหนึ่งและสองรวมกันเป็นรัฐบาล หากเป็นเช่นนั้นจริง จะเกิดปัญหาต่อต้านขัดแย้งกันหนักขึ้นหรือไม่? พล.อ.ไพบูลย์ ตอบคำถามนี้ในเชิงให้คิดว่า คสช.เองก็ต้องสร้างศรัทธา สร้างความเชื่อมั่น คุณกำลังสร้างวินัย กฎเกณฑ์คือวินัยเหมือนเราสร้างวินัยให้เด็ก แต่ว่าวินัยหรือกฎเกณฑ์อันนั้นมันก็เหมือนการบังคับ แต่ถ้าเขาศรัทธาคุณ เขาจะเข้าใจว่า เออ...ไอ้เนี่ยเรายอมทำ”
“ผมถามว่า ท่านตื่นเช้ามา พ่อแม่บอกให้คุณทำอะไร คุณก็ทำ เขาบังคับให้คุณตื่นนอน จริงๆ ก็คือการบังคับนะ สั่งๆ แต่คุณทำเพราะคุณรักพ่อแม่ คุณศรัทธา เชื่อมั่นในสิ่งที่เขาให้คุณ พ่อแม่เขาหวังดีกับเรา คสช.ก็ต้องแสดงตรงนี้ออกมาให้มั่นใจว่า เวลาที่เหลืออยู่ คสช.ต้องสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่าแนวคิด คสช.มันคือสิ่งที่ถูกต้อง”
ถ้า ปชช.ออกมาเป็นล้าน ค้าน คสช.เราก็อยู่ไม่ได้
นั่นแสดงว่าหากระยะเวลาภายใน 1 ปี ถ้าบริหารงานไม่ดี ประชาชนสามารถออกมาไล่ได้? พล.อ.ไพบูลย์ ตอบกลับทันทีว่า “ได้ ก็ผมพูดเสมอว่าถ้าประชาชนออกมาไล่ ผมก็ลาออก เพราะคุณไม่ต้องการผม ผู้ปกครองมันอยู่ไม่ได้”
“อย่าลืมว่าคุณไม่ใช่เทวดาที่ไหน เพราะถ้าคุณจะปกครอง คุณจะอยู่ยังไง คุณเห็นไหมล่ะว่ามันเดินไม่ได้ คุณเห็นรัฐบาลที่แล้วอยู่ได้ไหม เพราะคุณทำอะไรลงไปที่มันไม่ถูกทำนองคลองธรรม มันไม่มีใครอยู่ได้หรอก เขาไม่ศรัทธาคุณ การเลือกตั้งสุดท้ายก็ไม่มีความศรัทธา ที่ผ่านมาออกกฎหมายออกวินัยที่ไม่ยอมรับ”
แย้งไปว่า ที่บอกไล่ได้จริงหรือไม่ เพราะถ้าชุมนุมเกิน 5 คน ก็ผิดกฎหมาย คสช.ก็ยังจับกุมนักศึกษาที่ออกมาต้าน? พล.อ.ไพบูลย์ อธิบายให้ฟัง “มันไม่ใช่อย่างนั้น ผมอยากให้คุณมองภาพรวมทั้งประเทศ ถ้าจับ 3-4 คน แล้วบอกนี่ไงคุณมาจับ มันไม่ใช่ ถ้าประชาชนออกมาเป็นแสน เป็นล้าน แบบคราวก่อน คุณคิดว่า คสช.อยู่ได้ไหม
“ผมถึงพยายามพูดว่าเข้าใจหรือเปล่า เพราะบางคนก็ตอบโต้ผม แต่ที่ผ่านมา 10 กว่าปี สร้างความบอบช้ำหลายเรื่อง เช่น การทุจริต ปรองดอง ค้ามนุษย์ เด็กแว้น การศึกษา กฎเกณฑ์เสียงข้างมากมันใช้ไม่ได้ เพราะเสียงข้างมาก มันต้องมีกฎเกณฑ์สังคม ว่าคุณจะทำแบบนั้นไม่ได้อีก แล้วมีหลักประกันใดว่าถ้าเลือกตั้งกลับมา แล้วอ้างว่ามันคือเสียงข้างมากสุดท้ายก็กลับไปเหมือนเดิม”
ท้ายที่สุด 1 ปี คืองานหินที่รัฐบาลต้องเผชิญ และต้องทำให้เกิดศรัทธา คือ คณะรัฐมนตรี ทุกคนต้องทุ่มเท ไม่ใช่ว่ามานั่งเป็น ครม.แล้วบ่นว่าผมเหนื่อยแล้ว
“พูดแบบนี้ไม่ได้ นี่ผมทำได้แล้ว ถ้าทำแล้วประชาชนไม่ศรัทธา กรอบที่เขียนไว้เขาก็ไม่ทำ สุดท้ายจะไม่ได้รับการยอมรับ เวลาเขาศรัทธา เขาทำได้หมด เพราะเขารักคุณ เขาศรัทธาคุณ ถ้าสังคมเชื่อคนนี้ก็จะเชื่อว่าเขาสร้างในสิ่งที่ดี”
พล.อ.ไพบูลย์ ทิ้งท้ายว่า ช่วงเวลา 1 ปีจากนี้ คสช.และรัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจต่อประชาชนว่า ต่อไปไม่มีรัฐซ้อนรัฐ ไม่เป็นเผด็จการ แต่คนอื่นก็ต้องเข้าใจด้วย คุณอย่าเอาแต่ได้ เพราะคุณก็สร้างปัญหาให้สังคมตลอด 10 ปีเต็ม ต้องยอมรับความจริง
วันหนึ่งก็หลุดจากตำแหน่ง แต่สิ่งที่ทำเป็นผลงานติดตัวจนตาย
สารพัดปัญหาสังคมที่สะสมกลายเป็นเงื่อนปมทางสังคมล้วนยากจะแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กแว้น การทุจริตคอร์รัปชั่น ยาเสพติด สถานบริการผิดกฎหมาย และความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ทั้งหมดล้วนบั่นทอนทางความเจริญของประเทศแทบทั้งสิ้น แต่ปัญหาเหล่านั้นกำลังค่อยๆ คลี่คลายลง ปมปัญหาถูกแกะออกทีละเปลาะๆ ภายในช่วงระยะเพียง 1 ปี โดย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา บนเก้าอี้ รมว.ยุติธรรม ที่ได้ส่งเสริมให้มีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อยอย่างโดดเด่นและสัมฤทธิผลประจักษ์ต่อสังคม
ตลอดเวลาแห่งการปฏิรูปประเทศ 1 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์ มั่นใจว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจนคือ การแก้ปัญหาการทุจริต ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ แรกเริ่มก็สร้างความหนักใจให้รัฐบาล เพราะเครื่องมือการทำงานไม่สอดรับเท่าที่ควร อีกทั้งองค์กรที่ทุจริตไม่ได้อยู่ใต้อาณัติรัฐบาลอย่างองค์กรอิสระ ขณะที่รัฐบาลก็ต้องเผชิญกับนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายบริหาร ดังนั้นเรื่องทุจริต ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นคนตัดสิน
“วันนี้เราเดินมาถูกทางแล้ว มีคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ขึ้นมารองรับการทำงาน สามารถเห็นผลการดำเนินงานได้จากเสียงสะท้อนของประชาชน เราเห็นความพึงพอใจของประชาชน ที่มันเพิ่มขึ้นมา แต่ผมไม่ได้ดูว่าผมย้ายราชการกี่คน นั่นมันไม่ใช่คำตอบ
...กรรมการชุดนี้มีทั้งคนจาก คสช. รัฐบาล ภาคเอกชน และนักวิชาการเข้ามาร่วมด้วย ตรงนี้เป็นจุดที่แสดงความตั้งใจโปร่งใส และเราก็แก้กฎหมายหลายตัว เช่น กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง การทำข้อตกลงต่างๆ และรณรงค์อย่างชัดเจน ส่วนการจะย้ายข้าราชการอีกหรือไม่นั้น ผมไม่เคยกำหนด เพราะให้เป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระ คตช. ป.ป.ช. สตง. ผมไม่ได้ไปแตะเขาเรื่องพวกนี้ เขาเสนอผมก็พร้อมที่จะพิจารณารับทราบ ผมไม่ได้กำหนดเวลา”
การโยกย้ายข้าราชการที่ทุจริตซึ่งดูเหมือนจะไม่มาก เมื่อเทียบกับความรู้สึกของสังคมที่เชื่อว่าการทุจริตจะมีมากกว่านี้ พล.อ.ไพบูลย์ ยอมรับ ยังน้อยไปจริงๆ แต่การทำอะไรต้องรอบคอบ เพราะการประกาศรายชื่อข้าราชการแต่ละครั้งมักแย้งกับความรู้สึก ซึ่งไม่ใช่เรื่องทำแล้วมันจบ เพียงแต่เตือนให้เห็นว่าเราเอาจริง เพราะเราทำเรื่องอื่นควบคู่กันไปด้วย
อีกเรื่องที่ รมว.ยุติธรรม เชื่อมั่นว่า มีผลงานคืบหน้าไปมากคือ การแก้ไขปัญหายาเสพติด
“วันนี้ผมยืนยันว่ายาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยน้อย ผมไม่ได้ประเมินเองนะ หน่วยงานยาเสพติดสหรัฐเขาประเมินมา จากการจับยาเสพติดในประเทศเมียนมา ประเทศลาว สถิติเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าตัว ลาวสถิติเพิ่มขึ้น ส่วนเมียนมาจากหลักสิบเป็นหลักร้อย
...เรื่องยาเสพติดเวลาคุยกับประชาชนมันยาก เพราะไม่สามารถที่จะเอายาเสพติดออกไปได้อย่างหมดจด ความรู้สึกของคนในหมู่บ้านคือ ไม่ต้องการเห็นยาเสพติดแม้แต่เม็ดเดียว แต่ความรู้สึกชาวบ้านเขารับรู้ไหม ในเมื่อยังเห็นคนเสพยากันอยู่ เห็นคนค้ายาเสพติด แม้ที่ผ่านมาเรายึดทรัพย์ไปมหาศาล อย่างปีที่ผ่านมายึดไปกว่าร้อยล้านบาท”
สำหรับปัญหาเด็กแว้น รมว.ยุติธรรม ยอมรับว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่งานของกระทรวงยุติธรรมโดยตรง แต่นายกรัฐมนตรีบอกว่า น่าจะใช้กฎหมายนำกฎสังคม กฎเกณฑ์ สร้างวินัย สถานที่ไหนไม่มีวินัย ไม่มีกฎเกณฑ์ ทุกอย่างจึงมุ่งมาที่ผม นายกฯ จึงมอบหมายให้ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมันต้องปรับปรุงกฎหมายในส่วนที่ยังขาดๆ เกินๆ
“ผมเชื่อว่ามีมันไม่มีอะไรที่ 100% แต่ว่ามันลดลง เราจะเห็นว่าเมื่อมีการยึด ริบ ผู้ปกครองต้องเข้ามารับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่คุณผลิตบุคลากรออกมาสู่สังคมแล้วคุณจะไม่รับผิดชอบ มันมีกฎหมายอยู่แล้ว แต่เราออกให้มันเข้มงวดมากขึ้น คุณมีขั้นตอนการเข้ามารับผิดชอบ การทำทัณฑ์บนขั้นที่ 2 ที่ 3 พ่อแม่ ทั้งจำทั้งปรับมันจะมีความเข้มข้น”
ส่วนเรื่องการจำหน่ายสุราผิดกฎหมาย พล.อ.ไพบูลย์ แจกแจงว่า ถ้าใช้คำสั่งของ คสช.ต้องจริงจัง เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะกฎหมายเรื่องสุรา การเที่ยวเตร่ สถานบริการ เป็นกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว ฉะนั้นประกาศที่ 22/2558 ของ คสช. จึงต้องเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ด้วย ที่ผ่านมาดำเนินการไปแล้วกว่า 30 ราย ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด โดยภาพรวมในการแก้ปัญหานี้ ก็ให้ความร่วมมือ ตำรวจร่วมกันลงมาดูแล กำชับในการตรวจตรา เราต้องการให้สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องถาวร
การล้างคุก จัดระเบียบเรือนจำต่างๆ พล.อ.ไพบูลย์ ระบุว่า ที่ผ่านได้เน้นพิเศษเพื่อแก้ปัญหาการสั่งยาเสพติดผ่านเรือนจำ ซึ่งก็ลดลงชัดเจน ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่และผู้บัญชาการเรือนจำ จะมีบางส่วนที่ยังพยายามหาช่องว่างใช้พฤติกรรมค้ายาเสพติดผ่านเรือนจำ แต่ก็น้อยมาก
สำหรับปัญหาของราชทัณฑ์ ยังห่วงว่าเราจะปรับอุปนิสัยได้อย่างไร ทั้งการดูแลเรื่องสิทธิ อาหารการกิน การเยี่ยม อนามัย เรื่องวินัย สร้างวินัยให้ผู้คุม สร้างวินัยให้นักโทษ จึงเปิดอบรม เอาวิทยากรจากที่อื่นมาเข้ามาปลูกฝังทัศนคติ กลัวอย่างเดียวว่าเขาจะกลับไปซึมซับสิ่งไม่ดี
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการพักโทษ ลงโทษ การปรับนิสัยได้ชัดเจน โดยจะทำคุกเปิดหรือเรือนจำเปิด คือคนที่ดีที่สามารถออกไปสู่สังคมได้ บางคนกำหนดโทษ 10 ปี อยู่ 3-4 ปี พฤติกรรมคนเปลี่ยนได้ก็ไปทดสอบอยู่ในคุกเปิดได้
พล.อ.ไพบูลย์ อธิบายลักษณะเรือนจำเปิดว่า “มีโรงเรือนฝึกอาชีพ สอนให้เขาอยู่ร่วมในสังคมให้ได้ มีวิทยาการ นักจิตวิทยามา ได้ของบประมาณไป 1,400 ล้านบาท ที่จะสร้างเรือนจำเปิด เมื่อก่อนเราไปรวมกันในคุกมันเต็ม มันล้น แสนกว่าก็กลายเป็นสามแสน เราเอากลุ่มๆ นี้มาบำบัดด้วยแล้วมาปรับเปลี่ยนอุปนิสัย พร้อมที่จะไปสู่สังคม”
นอกจากนี้ ยังพยายามผลักดันสร้าง พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ถือเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งเรื่องการเยียวยา ความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเท่าเทียมกัน เพราะกองทุนยุติธรรมเป็นนโยบายของรัฐบาล
“ท่านคิดว่าอะไรที่มันล้างได้ภายในแป๊บเดียว ล้างจิตใจคนได้ในแป๊บเดียว ทุจริตเหรอ ยาเสพติดเหรอ คนในราชทัณฑ์มันจะล้างได้หมดไหมภายในวันเดียว เด็ก สังคม ผู้ประกอบการ เราก็ต้องทำ แต่ผมก็มั่นใจว่าสถิติที่เคยจับโทรศัพท์ได้ในเรือนจำมันลดลงแทบจะไม่มี” พล.อ.ไพบูลย์ สรุป
แต่ละเรื่องที่ถาโถมเข้ามาอยู่ในมือของ พล.อ.ไพบูลย์ ล้วนมีสาระสำคัญต่อประเทศทั้งสิ้น ในเมื่อรัฐบาลมีบุคลากรมีฝีมือมากมายแต่ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จึงไว้เนื้อเชื่อใจให้นายทหารร่างเล็กอย่างรัฐมนตรียุติธรรมสะสางงานสำคัญระดับประเทศไทย พล.อ.ไพบูลย์ ตอบคำถามนี้ว่า “ไม่ทราบ ไม่ได้ประเมินเลยจริงๆ ผมเป็นคนที่อยู่ในหน้าที่ ผมก็ทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดจนถึงวันสุดท้าย ผมเป็นคนที่ไม่เคยหยุดทำงาน เพราะเราต้องทำงาน ผมเป็นแบบนี้ ถามลูกน้องดูได้เลย คือเราทำตรงนั้นให้ดีที่สุด”
“สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าหลายคนไม่ค่อยมองคือ มันเป็นเกียรติของคุณ สิ่งที่คุณทำงานเป็นผลงานติดตัวคุณจนวันตาย มากกว่าตำแหน่งที่คุณอยู่ วันหนึ่งตำแหน่งคุณก็หมดไป แต่สิ่งที่คุณทำ รูปแบบ การทำงานมันจะติดตัวคุณไป ไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้ คุณมีหน้าที่ตรงนั้น คุณทำตรงนั้นให้มันดี ผมคิดอย่างนี้ ผมจึงไม่ได้คิดว่าผมมีผลงานหรือไม่มีผลงาน”
ก่อนจบการสนทนา พล.อ.ไพบูลย์ บอกถึงเป้าหมายการทำงานว่า ต้องการเอากระทรวงยุติธรรมไปอยู่ที่ชนบท ไปอยู่ที่หมู่บ้าน ไปหาชาวบ้าน งานบริการของรัฐ ที่กระทรวงยุติธรรมทำคือ ผมแข่งกับตรงนี้ทุกวัน เช่น เอาราชทัณฑ์ไปอยู่ในหมู่บ้านได้อย่างไร เสียงสะท้อนนั่นคือสิ่งที่มันแข่งขันกับผมตลอดเวลา
“ผ่านมา 1 ปี ผมคิดว่ายังไม่ตอบโจทย์สังคมสักเท่าไหร่ ทั้งที่เราเหนื่อย เราทำงาน แต่ว่าเราบ่นว่าเหนื่อยได้ไหม มันไม่ได้ ประชาชนเขาคอยอยู่ นี่คือสิ่งที่ผมคิด ผมก็บอกพวกเขาว่า คุณจะมานั่งบอกว่า 1 ปี ทำงานแค่นี้ก็ดีแล้ว มันไม่ใช่ ตราบใดที่ประชาชนบอกว่า นี่คือปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทุกๆ วันที่งานยังไม่เสร็จ มันคือความเดือดร้อนของคน มันคือสิ่งที่ประชาชนคาดหวังว่าเราจะไปแก้ไขให้ อย่ามองว่าทุกข์ชาวบ้านมันไม่เยอะ เขาได้รับผลกระทบ มันทรมานตลอดเวลา” พล.อ.ไพบูลย์ ทิ้งท้าย







