จีนเจาะระบบไต้หวัน 2.6 ล้านครั้ง/วัน พุ่งเป้ารพ.-ธนาคาร-พลังงาน
รายงานล่าสุดจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติไต้หวัน (NSB) เผย จีนระดมแฮกเกอร์เจาะระบบไต้หวัน 2.6 ล้านครั้งต่อวัน พุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐาน
KEY
POINTS
- ในปี 2025 ไต้หวันเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์จากจีนเฉลี่ย 2.63 ล้านครั้งต่อวัน เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน โดยเป้าหมายหลักคือระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงาน และโรงพยาบาล
- จีนใช้ยุทธวิธี Hybrid Warfare โดยประสานการโจมตีทางไซเบอร์ให้เกิดขึ้นพร้อมกับการซ้อมรบทางทหารและการกดดันทางการเมือง เพื่อสร้างผลกระทบสูงสุด
- แฮกเกอร์มุ่งเน้นเจาะระบบอุทยานวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (เช่น TSMC) เพื่อขโมยเทคโนโลยี และชิงความได้เปรียบในสงครามเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ
รายงานล่าสุดจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติไต้หวัน (NSB) ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเผชิญหน้าทางทหาร แต่ได้ลุกลามเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
โดยพบว่าในปี 2025 จีนโจมตีไซเบอร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป้าหมายหลักครอบคลุมตั้งแต่โรงพยาบาล สถาบันการเงิน ไปจนถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
NSB วิเคราะห์ว่า การโจมตีเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ สงครามไฮบริด (Hybrid Warfare) ที่จีนนำมาใช้ควบคู่กับการปล่อยข่าวลวง (Disinformation) และการซ้อมรบทางทหารรายวัน เพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลไต้หวันให้ยอมรับอำนาจอธิปไตยของจีน
ข้อมูลที่น่ากังวลคือ ตัวเลขเฉลี่ยการโจมตีต่อวันที่ 2.63 ล้านครั้งในปี 2025 นั้น ถือเป็นการพุ่งทะยานขึ้นถึง 113% หากเทียบกับปี 2023 ซึ่งเป็นปีแรกที่ NSB เริ่มเก็บสถิติ โดยภาคส่วนที่พบอัตราการถูกโจมตีเพิ่มขึ้นสูงสุดแบบปีต่อปี ได้แก่
- ภาคพลังงาน
- หน่วยกู้ภัยฉุกเฉิน
- โรงพยาบาลและสาธารณสุข
รายงานของ NSB ระบุว่า "แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงเจตนาที่ชัดเจนของจีนในการเจาะทำลาย โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ของไต้หวันอย่างเป็นระบบ เพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาลและสร้างความเป็นอัมพาตให้แก่สังคม"
หน่วยข่าวกรองไต้หวันวิเคราะห์ว่า กองทัพไซเบอร์ของจีนมีการวางแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับมาตรการบีบคั้นทางทหารและการเมือง
จุดเด่นของปฏิบัติการครั้งนี้คือ การกำหนดจังหวะเวลา (Timing) ที่แม่นยำของ กองทัพไซเบอร์ จีน ให้สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวทางทหารและการเมือง ตัวอย่างเช่น
- การซ้อมรบ: จีนได้เปิดปฏิบัติการ "ลาดตระเวนความพร้อมรบร่วม" จำนวน 40 ครั้ง โดยส่งเครื่องบินและเรือรบประชิดเกาะไต้หวัน ซึ่งพบว่ามีถึง 23 ครั้งที่ยอดการโจมตีทางไซเบอร์พุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
- เหตุการณ์ทางการเมือง: การเจาะระบบทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเวลาอ่อนไหว เช่น สุนทรพจน์ครบรอบ 1 ปีการรับตำแหน่งของประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ในเดือนพฤษภาคม และการเยือนสภายุโรปของรองประธานาธิบดี เซียว บีคิม ในเดือนพฤศจิกายน
ชิงความได้เปรียบใน "สงครามเทคโนโลยี"
นอกจากการก่อกวนแล้ว รายงานยังระบุว่าการโจมตีรูปแบบ Distributed Denial-of-Service (DDoS) และ Man-in-the-Middle ถูกนำมาใช้เพื่อเจาะระบบเครือข่ายโทรคมนาคม โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ "อุทยานวิทยาศาสตร์" ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมชิปและเป็นที่ตั้งของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC
"ความพยายามเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การขโมยเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองของจีน และป้องกันไม่ให้จีนตกเป็นรองใน สงครามเทคโนโลยี ระหว่างสหรัฐฯ และจีน" รายงานระบุ
จนถึงขณะนี้ สำนักงานกิจการไต้หวันของจีนยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าว โดยปกตินั้นรัฐบาลปักกิ่งมักปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีทางไซเบอร์ และยืนยันสิทธิในการรวมชาติ
ในขณะที่ไต้หวันยังคงยืนกรานว่าอนาคตของไต้หวันต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนเท่านั้น
อ้างอิง: Reuters


