AI "จิตอาสา" จัดการข้อมูลมหาศาล ทุกซอกมุมโซเชียล ช่วยหาผู้ประสบภัยอย่างไร?
เมื่อรัฐต้องเรียนรู้จากเอกชน ใช้ AI ผนึกข้อมูลจากทุกช่องทาง ช่วยคัดแยก–จัดลำดับความเร่งด่วน ลดงานซ้ำซ้อนของทีมกู้ภัย ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
KEY
POINTS
- AI ในแพลตฟอร์ม jitasa.care (จิตอาสาดอทแคร์) ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาข้อมูลขอความช่วยเหลือที่กระจัดกระจายบนโซเชียลมีเดียในช่วงภัยพิบัติ โดยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแพลตฟอร์มโดยอัตโนมัติ
- ใช้เทคโนโลยี NLP (Natural Language Processing) เพื่อทำความเข้าใจภาษาพูดและสกัดข้อมูลสำคัญ เช่น ผู้ป่วย กลุ่มเปราะบาง เบอร์โทรศัพท์ และพิกัด ออกจากข้อความที่ไม่เป็นทางการ
- ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวมศูนย์ไว้ที่แพลตฟอร์ม jitasa.care ทำให้หน่วยงานกู้ภัยและอาสาสมัครสามารถจัดลำดับความสำคัญ ลดความซ้ำซ้อน และเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
เมื่อเกิดภัยพิบัติ ข้อมูลร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชนมักกระจายอยู่ในหลายช่องทาง โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดีย ทำให้การประสานงานช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้า ทีมอาสาและนักพัฒนาไทย (เอกชน) จึงร่วมมือกันนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสร้างระบบจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและใช้งานได้ทันที
AI เข้ามาแก้ปัญหา “ข้อมูลกระจัดกระจาย” อย่างไร
ก่อนหน้านี้ ผู้ประสบภัยจำนวนมากต้องโพสต์ขอความช่วยเหลือผ่าน Facebook, X, TikTok หรือคอมเมนต์ในโพสต์ต่าง ๆ ทำให้ข้อมูลกระจาย และยากต่อการติดตาม ทีม Tact AI และเครือข่ายอาสา Hatyai Connext จึงพัฒนาระบบที่สามารถ “กวาดข้อมูล” จากทุกแพลตฟอร์ม และแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ก่อนนำเข้าแพลตฟอร์ม jitasa.care ซึ่งใช้เป็นศูนย์กลางข้อมูลช่วยเหลือ
เบื้องหลังเทคโนโลยี NLP + Information Extraction
หัวใจสำคัญของระบบคือเทคโนโลยี Natural Language Processing (NLP) ที่ทำให้คอมพิวเตอร์เข้าใจภาษาที่ประชาชนใช้ในโพสต์จริง not official language - ไม่ใช่ภาษาทางการ แต่เป็นภาษาพูดหลากหลายรูปแบบที่ปกติประมวลผลได้ยาก!
ระบบสามารถสแกนข้อความจำนวนมหาศาลเพื่อค้นหา:
- ผู้ป่วยหรือกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน
- หมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้
- พิกัดหรือคำอธิบายสถานที่ของผู้ประสบภัย
จากนั้นระบบจะใช้เทคนิค Information Extraction เพื่อดึงข้อมูลสำคัญออกจากข้อความที่ไม่มีโครงสร้าง แล้วแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่จัดการได้ เช่น ชื่อ-ติดต่อ-สถานที่ พร้อมใช้งานในฐานข้อมูล
การรวมศูนย์ข้อมูล หัวใจของการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ
หนึ่งในความสำเร็จของปฏิบัติการครั้งนี้คือ “รวมทุกข้อมูลไว้ที่เดียว” ทำให้หน่วยงานรัฐ หน่วยกู้ภัย และทีมอาสาสมัครสามารถ:
- จัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่ต้องลงพื้นที่เร่งด่วน
- ลดความซ้ำซ้อนของชุดปฏิบัติการ
- วิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์
ความดีของ jitasa.care เฉพาะในคืนที่ผ่านมา มีรายงานว่า ระบบสามารถประมวลผลและส่งต่อข้อมูลผู้ขอความช่วยเหลือจากเหตุการณ์น้ำท่วมได้มากกว่า 20,000 เคส จากหลายแพลตฟอร์ม นับเป็นการเร่งรัดงานช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมและเห็นผลอย่างชัดเจนที่สุด
ตัวอย่างการบริหารจัดการของ AI
เมื่อเกิดน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือพายุ ลูกหลาน ผู้สูงอายุ หรือคนที่ติดอยู่ในบ้าน มักจะโพสต์หรือคอมเมนต์ขอความช่วยเหลือบนโซเชียลมีเดีย เช่น
“ช่วยด้วย บ้านน้ำท่วม มีคนป่วยติดเตียงอยู่ 2 คน 087-xxx อยู่ซอย...”
ปัญหาคือข้อความเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่หลายที่
- มีทั้งในโพสต์ข่าว, คอมเมนต์, กลุ่มชุมชน, TikTok, X
- บางคนโพสต์แบบไม่ชัดเจน เช่น “ท่วมแล้ว ขอเรือด่วน ๆ”
- บางคนไม่ได้ใส่เบอร์โทร
- บางคนแจ้งที่อยู่แบบคลุมเครือ เช่น “ท้ายซอยวัดเก่า”
ทำให้การช่วยเหลือช้า เพราะทีมกู้ภัยไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน นี่คือเหตุผลที่ทีม Tact AI และ Hatyai Connext นำ AI เข้ามาช่วยแก้ปัญหา
AI ช่วยอย่างไร? อธิบายแบบให้เห็นภาพแบบชัดๆ
1) “กวาดข้อมูล” จากทุกมุมของโซเชียล
ระบบจะดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น
- คอมเมนต์ใต้โพสต์ข่าวน้ำท่วม
- โพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊กประจำจังหวัด
- ข้อความบน TikTok หรือ X ที่ใช้คำว่า “ช่วยด้วย”
- รายงานจากประชาชนที่แท็กเพจอาสา
ตัวอย่างสถานการณ์จริง มีผู้ใช้ Facebook พิมพ์ว่า “แม่ล้มป่วยอยู่บ้านคนเดียว น้ำเริ่มเข้าบ้านแล้ว ซอยพัฒนาการ 50” ในคอมเมนต์ของเพจข่าวท้องถิ่น ระบบของ AI จะดึงข้อความนี้ขึ้นมาทันทีโดยที่อาสาไม่ต้องไล่อ่านเองทีละ 10,000 คอมเมนต์
2) เข้าใจข้อความของผู้ประสบภัยด้วย NLP (ระบบคอมพิวเตอร์ที่เข้าใจภาษาคนจริง ๆ)
NLP จะทำให้ระบบเข้าใจว่าข้อความไหนเป็น “ขอความช่วยเหลือจริง” ไม่ใช่คอมเมนต์ทั่วไป เช่น
“น้ำท่วมหนักเลย” - ไม่ใช่การร้องขอ
“ขอเรือด้วยค่ะ มีเด็กเล็กอยู่ 3 คน” - ต้องแจ้งทีมช่วยเหลือ
“อยู่กับผู้ป่วยติดเตียง เบอร์ 08x-xxx” - ความเสี่ยงสูง ต้องจัดเป็นกลุ่มเร่งด่วน
ตัวอย่างข้อความ “มีคนแก่ติดอยู่ชั้นสอง ลงมาไม่ได้” NLP สามารถวิเคราะห์ได้ว่า
“คนแก่” = กลุ่มเสี่ยง
“ติดอยู่” = ต้องช่วยทันที
“ชั้นสอง” = สถานการณ์เร่งด่วน น้ำอาจท่วมชั้นล่าง
ระบบจะจัดเป็น Priority 1 อัตโนมัติ
3) ดึงข้อมูลสำคัญออกมาแบบอัตโนมัติ
เทคนิค Information Extraction จะช่วยแยกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น
ชื่อผู้ร้องขอ
เบอร์โทร
ที่อยู่ / จุดสังเกต / พิกัด
ระดับความรุนแรง
ตัวอย่าง ข้อความแบบไม่เป็นระเบียบ
“บ้านยายจัน ซอย 8 ตรงศาลเจ้า มีเด็ก 2 คน อยู่ชั้นลอย น้ำมาแล้ว เบอร์ 089xxx”
AI จะจัดเป็นข้อมูลเชิงโครงสร้างว่า
ทำให้ทีมกู้ภัยนำไปใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาแปลความหมาย
4) อาสามนุษย์ตรวจสอบความถูกต้อง (Human Verification)
แม้ AI จะทำได้เร็ว แต่เพื่อป้องกันความผิดพลาด ยังมีมนุษย์ช่วยตรวจสอบอีกขั้น เช่น
- เบอร์โทรโทรติดไหม?
- ที่อยู่ตรงกับแผนที่หรือไม่?
- ข้อมูลมีซ้ำกับเคสก่อนหน้าหรือไม่?
ตัวอย่าง บางครั้งมีคนโพสต์ซ้ำ 3 ครั้งใน 3 กลุ่ม AI อาจจับได้หมด อาสาจะเช็กและรวมเป็นเคสเดียว เพื่อไม่ให้ทีมไปซ้ำซ้อน
5) รวมข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง jitasa.care
หลังผ่านการตรวจสอบ ทุกข้อมูลจะถูกส่งเข้าระบบ jitasa.care ซึ่งมีข้อดีคือ:
- ทุกหน่วยงาน - สาธารณสุข, อปท., ทีมอาสา - เห็นข้อมูลเดียวกัน
- จัดลำดับความสำคัญได้แบบเรียลไทม์
- เลือกทีมที่ใกล้ที่สุดออกช่วย
- ลดงานซ้ำซ้อนของหลายหน่วยงานที่อาจลงไปที่เดียวกัน
ตัวอย่าง ข้อมูลในคืนหนึ่งมากกว่า 20,000 รายการ หากไม่มีซอฟต์แวร์ จะต้องใช้คนอ่านหลายร้อยคน และใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ด้วย AI ทุกอย่างถูกจัดเรียงพร้อมใช้งานแทบจะทันที
ทำไม “ระบบรวมศูนย์” จึงสำคัญมากในภาวะวิกฤต?
เพราะช่วยให้เกิดคำถามสำคัญ 3 ข้อแบบชัดเจน:
- ตรงไหนเดือดร้อนที่สุดตอนนี้?
- ใครเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องช่วยก่อน?
- ทีมไหนอยู่ใกล้ที่สุดและสามารถออกปฏิบัติการได้ทันที?
ผลลัพธ์คือ การช่วยเหลือเร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น
ถ้าประชาชนต้องการแจ้งความช่วยเหลือทำอย่างไร?
สามารถแจ้งผ่านเว็บได้โดยตรงได้ที่ https://jitasa.care


