
เดนมาร์กพัฒนาเซรุ่มต้านพิษงูจาก AI จ่อทดลองในมนุษย์ภายใน 5 ปี
นักวิทยาศาสตร์เดนมาร์กประสบความสำเร็จในการใช้ AI พัฒนาสารต้านพิษงูที่ออกฤทธิ์แม่นยำ เพื่อต่อสู้กับวิกฤตงูกัดที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา
ตามรายงานจากสำนักข่าว Reuters นักวิทยาศาสตร์ในเดนมาร์กกำลังบุกเบิกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อออกแบบเซรุ่มแก้พิษงูรุ่นใหม่ อันเป็นความหวังที่จะช่วยชีวิตผู้ถูกงูกัดทั่วโลก
โดยทีมวิจัยตั้งเป้าว่า ในอนาคตเซรุ่มแก้พิษงูที่พัฒนาขึ้นจาก AI นี้ จะมีราคาถูก จับต้องได้ ผลิตได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเซรุ่มแบบดั้งเดิม
"พอสังคมเริ่มเห็นความสำคัญของปัญหานี้มากขึ้น เราจึงต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ให้บรรลุเป้าหมายโดยเร็วที่สุด" หนึ่งในทีมวิจัยระบุ
โครงการวิจัยนี้ นำโดย ทิโมธี แพทริก เจนกินส์ จากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเดนมาร์ก (Technical University of Denmark) ร่วมกับ เดวิด เบเกอร์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington)
ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการออกแบบโปรตีนที่สามารถต้านพิษงูร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งพิษดังกล่าวอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือทำให้ผู้ที่ถูกกัดพิการได้
เจนกินส์อธิบายกระบวนการนี้ว่า "พิษงูประกอบด้วยโปรตีนหลากหลายชนิดที่ซับซ้อน สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการคัดแยกโปรตีนพิษตัวที่อันตรายและมีความสำคัญทางการแพทย์ที่สุดออกมา"
"จากนั้นเราจะศึกษาโครงสร้างของมันอย่างละเอียด แล้วนำข้อมูลทั้งหมดป้อนเข้าสู่โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูง เพื่อให้ AI ช่วยออกแบบโปรตีนชนิดพิเศษที่สามารถเข้าไป 'ยึดจับ' กับโปรตีนพิษเป้าหมายได้อย่างจำเพาะเจาะจง"
"โปรตีนของเราจะพุ่งเข้าไปประกบกับสารพิษที่จ้องทำลายระบบประสาท เซลล์ หรือทำให้เลือดแข็งตัว เมื่อจับกันแล้ว สารพิษจะถูกยับยั้งการทำงานและหมดสภาพไปในที่สุด ทำให้พิษนั้นไม่สามารถโจมตีเซลล์ประสาทหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้อีก"
ทีมวิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาสารต้านพิษงูในกลุ่ม "Three-finger toxins" ซึ่งเป็นพิษร้ายแรงที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (Neurotoxin) โดยตรง
พิษชนิดนี้จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของระบบประสาท ทำให้เป็นอัมพาตและอาจเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษา
จากการทดลองเบื้องต้นในหนู พบว่าโปรตีนที่ออกแบบด้วย AI สามารถล้างพิษได้ผลดีเยี่ยม โดยมีอัตรารอดชีวิตสูงถึง 80-100%
องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า ในแต่ละปีมีผู้ถูกงูกัดราว 5 ล้านคนทั่วโลก และมีผู้เสียชีวิตระหว่าง 81,000 ถึง 138,000 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา ซึ่งเกษตรกรและเด็กคือกลุ่มเสี่ยงที่สุด
เจนกินส์ชี้ว่า ทั่วโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายเรื่องการขาดแคลนเซรุ่มแก้พิษงูและการจัดการผู้ป่วยที่ถูกงูกัดที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ
แม้งานวิจัยล่าสุดนี้จะยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะมาแทนที่เซรุ่มแบบดั้งเดิมได้ทั้งหมด แต่ทีมวิจัยก็คาดหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เข้ามาเสริมการรักษาในปัจจุบัน
เพื่อให้การบำบัดผู้ถูกงูกัดเข้าถึงง่ายและราคาย่อมเยาสำหรับทุกคนในอนาคต
"ผมตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี เราจะทำการทดลองทางคลินิกครั้งแรกให้สำเร็จ และมีผลิตภัณฑ์ที่พร้อมส่งถึงมือผู้ป่วยให้ได้" เจนกินส์กล่าวทิ้งท้าย







