
ยุค AI ภัยไซเบอร์คุกคามไทยพุ่ง ครึ่งปีเกิดเหตุแล้วกว่าพันครั้ง
ยุค AI ภัยไซเบอร์คุกคามไทยพุ่ง! 5 เดือนแรกปี 68 เกิดเหตุไซเบอร์กว่า 1,000 ครั้ง องค์กรไทยเผชิญวิกฤตหนัก ข้อมูลรั่วไหลเกินครึ่ง
สถานการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทยน่าเป็นห่วง ภัยคุกคามทั้งปริมาณและความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจาก AI
ข้อมูลจาก NCSA ระบุว่า ม.ค.-พ.ค. 2568 มีเหตุการณ์ทางไซเบอร์กว่า 1,002 ครั้ง ความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วโลกสูงกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก
รายงานจาก Cloudflare Signals Report ชี้ชัดถึงภูมิทัศน์ภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้น Cloudflare สกัดกั้นการโจมตี DDoS กว่า 20.9 ล้านครั้งในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 50%
องค์กรไทยกว่าครึ่ง (63%) เผชิญข้อมูลรั่วไหล และ 52% ยอมจ่ายค่าไถ่ แม้รัฐบาลจะมีโครงการ "ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์" แต่ชัดเจนว่า ความมั่นคงไซเบอร์ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายไอที แต่ผู้บริหารระดับสูงต้องมีส่วนร่วม
AI สู้ AI: ป้องกันภัยยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
การทำงานระยะไกลและการใช้คลาวด์ขยายพื้นที่โจมตี ผู้โจมตีใช้ AI สร้างการโจมตีอัตโนมัติ เช่น การใช้ข้อมูลประจำตัวที่ขโมยมา (credential stuffing)
หรือการใช้บอตควบคุม DDoS 94% ของการพยายามเข้าสู่ระบบด้วยข้อมูลที่ถูกขโมยเกิดจากบอต และ Generative AI ยังช่วยสร้างตัวตนเสมือนจริงที่ยากต่อการตรวจจับ
ภัยคุกคามที่ควบคุมด้วย AI ต้องใช้การป้องกันที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่นกัน องค์กรต้องบูรณาการการตรวจจับภัยคุกคามที่เสริมประสิทธิภาพด้วย AI ระบบป้องกันอัตโนมัติ
และแนวทางการรักษาภัยคุกคามไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ยังมีอุปสรรคอีกมากที่องค์กรต้องเผชิญ เช่น การที่พนักงานนำเครื่องมือ AI มาใช้อย่างรวดเร็วจนทีมงานด้านความปลอดภัยตามไม่ทัน
ทำให้เกิดจุดบอดที่เรียกว่า Shadow AI ซึ่งสามารถหลบหลีกการควบคุมและข้อบังคับเดิมได้
นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังลุกลามเข้าสู่โลกไซเบอร์ หลายองค์กรประมาทคิดว่าตนเองมีการควบคุมดีแล้ว
ในขณะที่การโจมตีที่มีรัฐหนุนหลังกำลังทำให้อุตสาหกรรมหยุดชะงัก และเผยให้เห็นช่องโหว่ร้ายแรงในระบบซัพพลายเชน
ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีการเข้ารหัสหลังควอนตัม (post-quantum cryptography) มาใช้ยังคงเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง แม้ปริมาณการรับส่งข้อมูล HTTPS ที่มีการรักษาความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสแบบ quantum-safe จะเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 38% ในเดือนมีนาคม 2025
สิ่งนี้สะท้อนถึงความล่าช้าที่น่ากังวลในการเตรียมพร้อมขององค์กรธุรกิจ เพราะการประมวลผลควอนตัมกำลังเข้าใกล้จุดที่สามารถเจาะการเข้ารหัสแบบเดิมได้ ผู้นำองค์กรจึงต้องเร่งนำ post-quantum cryptography มาใช้เพื่อปกป้องข้อมูลในระยะยาว
ซัพพลายเชนยังคงเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่ง การที่องค์กรต้องพึ่งพาสคริปต์จากผู้ให้บริการภายนอกหลายสิบถึงหลายร้อยรายการ หากมีผู้ให้บริการเพียงรายเดียวถูกบุกรุกก็สามารถเปิดประตูให้ผู้โจมตีเข้าสู่องค์กรได้
ข้อมูลจาก World Economic Forum พบว่า 54% ของบริษัทขนาดใหญ่ระบุว่าการบริหารความเสี่ยงจากผู้ให้บริการภายนอกเป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ในการสร้างความแข็งแกร่งทางไซเบอร์
ท่ามกลางความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น Zero Trust จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นในการอุดช่องโหว่เหล่านี้
Zero Trust: มาตรฐานใหม่ความปลอดภัยไซเบอร์
รหัสผ่านและการยืนยันตัวตนแบบ MFA ไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต้องก้าวสู่สถาปัตยกรรม Zero Trust เต็มรูปแบบ รวมถึงการยืนยันตัวตนแบบไร้รหัสผ่านและการควบคุมการเข้าถึงตามความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
65% ขององค์กรได้ลงทุนหรือมีแผนจะลงทุนใน Zero Trust แล้ว และ 32% วางแผนลงทุนในปีนี้ องค์กรไทยสามารถพัฒนากลยุทธ์ Zero Trust โดยเปลี่ยนจากการควบคุมแบบแยกส่วนเป็นการสร้างชั้นความปลอดภัยที่รวมเป็นหนึ่งเดียวครอบคลุมทั้งองค์กร
ผู้นำองค์กรหลายรายเริ่มหันมาใช้แพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่น รองรับการใช้งานระดับโลก ตอบสนองอัตโนมัติ และมองเห็นสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัว องค์กรที่ก้าวหน้าคือองค์กรที่ฝังแนวคิด Zero Trust ลงในรากฐานดิจิทัล
ความปลอดภัยต้องมาพร้อมความต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด การปฏิบัติตามกฎระเบียบไม่สามารถเป็นการทำงานเชิงรับที่ไม่มีการวางแผนได้อีกต่อไป ผลการศึกษาพบว่า 63% ขององค์กรไทยใช้มากกว่า 5% ของงบประมาณด้านไอทีเพื่อจัดการกับการทำตามกฎระเบียบและข้อกำหนดต่าง ๆ
ในขณะที่ 59% รายงานว่าใช้เวลามากกว่า 10% ของสัปดาห์ทำงานเพื่อทำให้การดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและการรับรองของอุตสาหกรรม
เมื่อปีที่ผ่านมา คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ได้สั่งปรับบริษัทผู้ควบคุมข้อมูลแห่งหนึ่งเป็นจำนวนเงิน 7,000,000 บาท
จากเหตุการณ์ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และสั่งให้บริษัทแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล (DPO) ปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูล และจัดการอบรมด้านการปกป้องข้อมูลให้กับพนักงาน
การปรับและคำสั่งบังคับใช้เพิ่มเติมต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญฯ พร้อมบังคับใช้มาตรการตามกฎระเบียบอย่างเต็มรูปแบบและในระยะยาวต่อผู้ละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
นอกเหนือจากการหลีกเลี่ยงโทษทางกฎหมายแล้ว การสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งยังส่งผลกว้างขึ้นในเรื่องของการรักษาความเชื่อมั่น ชื่อเสียง และความแข็งแกร่งคล่องตัวในระยะยาว ในสภาพแวดล้อมที่ค่าใช้จ่ายหรือค่าปรับที่ต้องเสียไปหากละเว้นการดำเนินการที่เหมาะสมเพิ่มสูงขึ้น
ในยุคที่เต็มไปด้วยการโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ความต้องการด้านกฎระเบียบที่เพิ่มสูง และการเชื่อมโยงทางดิจิทัลที่ซับซ้อน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ควรถูกแยกออกเป็นเรื่องเฉพาะฝ่าย ไม่ควรเป็นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียว และไม่ใช่เรื่องที่จะมาคิดทีหลังได้อีกต่อไป
ความปลอดภัยไม่สามารถรอได้ และธุรกิจก็เช่นกัน นอกจากจะต้องตอบสนองต่อภัยคุกคามแล้ว องค์กรยังจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่นไว้ในกระบวนการดำเนินงาน นวัตกรรม และการเติบโต
อนาคตจะเป็นขององค์กรที่ดำเนินการอย่างเด็ดขาดด้วยการปรับใช้ระบบป้องกันที่ขับเคลื่อนด้วย AI รักษาความปลอดภัยให้กับห่วงโซ่อุปทาน เร่งความพร้อมต่อภัยในยุคหลังควอนตัม
และผสานแนวคิด Zero Trust ให้ครอบคลุมทั่วทั้งระบบ และควรดำเนินการทันที เพราะในยุค AI ความปลอดภัยไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นรากฐานที่สำคัญ







