
ซักเคอร์เบิร์ก ชมไทย! "ค่าแรงถูก" แต่ปั๊มเงินเข้า Meta ติดท็อป 10
ซักเคอร์เบิร์ก ยกไทยขึ้นหิ้ง! แม้ "ค่าแรงถูก" แต่ติด 1 ใน 10 ประเทศปั๊มรายได้สูงสุดให้ Meta สวนทาง Facebook ไทย แจ้งเสียภาษีแค่ 8 ล้านบาท
Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta ได้กล่าวถึงผลประกอบการที่น่าพอใจในช่วงต้นปีผ่านบัญชี Facebook อย่างเป็นทางการ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของ AI ที่เข้ามาพลิกโฉมทุกอย่างใน Meta
แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีความไม่แน่นอน Meta ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งในการรับมือ โดยบริษัทได้เพิ่มการลงทุนและให้ความสำคัญกับทรัพยากรด้าน AI มากขึ้น
นอกจากนี้ ซีอีโอของ Meta ยังชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่น่าสนใจซึ่งเกิดขึ้นในประเทศอย่างไทยและเวียดนาม โดยระบุว่า
ด้วยต้นทุนค่าแรงที่ต่ำ ทำให้ธุรกิจจำนวนมากสามารถใช้แพลตฟอร์มแอปพลิเคชันส่งข้อความของ Meta (เช่น Messenger และ WhatsApp) เป็นช่องทางสำคัญในการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจกับลูกค้า
และในประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำอย่างประเทศไทยและเวียดนาม กลับพบปรากฏการณ์การทำธุรกิจผ่านแอปฯ ส่งข้อความอย่างคึกคักและมีประสิทธิภาพ
จนทำให้ทั้งไทยและเวียดนามสร้างรายได้ให้กับ Meta ติดอันดับ 10 หรือ 11 ทั้งๆ ที่อันดับ GDP บนเวทีโลกของสองประเทศนี้จะอยู่ที่ประมาณอันดับ 30 ซึ่งเป็นโมเดลที่น่าสนใจและแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วเนื่องจากมีต้นทุนแรงงานสูง
เขามองว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่าง ทั้งการโฆษณา ประสบการณ์ผู้ใช้งาน การสื่อสารทางธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาอุปกรณ์และบริการใหม่ๆ
ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวที่สำคัญของบริษัท โดยโมเดลธุรกิจลักษณะนี้สามารถขยายตัวไปยังประเทศอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวางในอนาคต
5 โอกาสหลักที่ Meta กำลังทุ่มเทพัฒนา AI
การกล่าวถึงประเทศไทยและเวียดนามเกิดขึ้นระหว่างที่ซักเคอร์เบิร์กกำลังบรรยายถึงภาพรวมและโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ 5 ประการของ Meta โดยมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ดังนี้
1. ยกระดับการโฆษณา
เป้าหมายคือทำให้การลงโฆษณาง่ายและฉลาดที่สุด ธุรกิจเพียงแค่บอกเป้าหมายที่ต้องการ (เช่น ขายของ หาคนสมัครสมาชิก) และงบประมาณต่อผลลัพธ์
ที่เหลือ AI จะจัดการทั้งหมด ทั้งการหาลูกค้าที่ใช่ สร้างชิ้นงานโฆษณาที่ดึงดูด และวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ เห็นผลชัดเจนจากโมเดลแนะนำโฆษณาใหม่ใน Reels ที่เพิ่ม Conversion ได้ 5% และนักโฆษณาใช้เครื่องมือ AI สร้างสรรค์เพิ่มขึ้นถึง 30%
2. สร้างประสบการณ์ให้ดึงดูดใจยิ่งขึ้น
AI ช่วยให้ผู้ใช้ติดหนึบกับแอปฯ มากขึ้น ทั้งจากการปรับปรุงระบบแนะนำเนื้อหาให้ตรงใจ (ส่งผลให้เวลาใช้ Facebook เพิ่ม 7%, Instagram เพิ่ม 6%, Threads เพิ่ม 35%)
และยังเปิดทางให้สร้างเนื้อหาแบบใหม่ๆ ที่โต้ตอบได้ ไม่ใช่แค่ดู แต่สามารถ "เล่น" หรือ "คุย" กับคอนเทนต์ได้โดยตรงในอนาคต
3. ปั้นเสาหลักใหม่
นอกจากรายได้จากโฆษณาบนฟีด Meta มองว่าการทำธุรกิจผ่านแอปฯ ส่งข้อความอย่าง WhatsApp (ผู้ใช้กว่า 3 พันล้านคน) และ Messenger คือโอกาสใหญ่ถัดไป AI จะเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญ
ทำให้ธุรกิจต่างๆ มี "AI Business Agent" ช่วยดูแลลูกค้าและขายของได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นโมเดลที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างรายได้มหาศาลในประเทศต้นทุนต่ำอย่างไทยและเวียดนาม
4. พัฒนา Meta AI สู่ผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ
ปัจจุบันมีผู้ใช้งานเกือบ 1 พันล้านคนในแอปฯ ของ Meta เป้าหมายคือทำให้ Meta AI เป็น AI ส่วนตัวชั้นนำที่เข้าใจและตอบสนองผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ทั้งการคุยด้วยเสียง การให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลตามความสนใจ ซึ่ง Zuckerberg มองว่านี่จะเป็นหนึ่งในบริการที่มีคุณค่าที่สุด ที่เราจะพูดคุยด้วยตลอดทั้งวันผ่านอุปกรณ์ต่างๆ
5. บุกเบิกอุปกรณ์ AI แห่งอนาคต
Meta มองว่าแว่นตาคือแพลตฟอร์มยุคถัดไปที่ดีที่สุดสำหรับการรวม AI และ Metaverse เข้าด้วยกัน ทำให้ AI สามารถมองเห็น ได้ยิน และโต้ตอบกับโลกและความเป็นไปของผู้ใช้ได้โดยตรง
เห็นได้จากแว่นตา Ray-Ban Meta AI ที่ยอดขายพุ่งถึง 3 เท่าในปีล่าสุด ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยเสริมและขยายทุกโอกาสทาง AI และประสบการณ์โซเชียลของ Meta
อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดที่สร้างรายได้ระดับสูงให้กับ Meta นี้ ได้สร้างความสงสัยเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลทางการเงินของบริษัท Facebook ประเทศไทย ที่ปรากฏต่อสาธารณะก่อนหน้านี้
โดยมีรายงานว่า ในรอบปีบัญชีหนึ่ง Facebook ประเทศไทย ได้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนเพียง 8 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดูไม่สอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญกับการที่ซีอีโอระดับโลกยกให้เป็นหนึ่งในประเทศที่สร้างรายได้ติดอันดับต้นๆ ของบริษัท







