
หมดห่วงเรื่องตรวจปอด AI ตรวจวินิจฉัยโรคปอดด้วยอัลตราซาวน์
ที่ผ่านมาเราคุ้นเคยการตรวจปอดผ่านเอ็กซ์เรย์, CT scan ไปจน MRI แต่จะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถใช้ AI ตรวจโรคปอดได้ผ่านการอัลตราซาวน์ที่แม่นยำถึง 96%
โรคปอด อีกหนึ่งชนิดโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากเชื้อโรค สารพิษ ไปจนการบาดเจ็บ จัดเป็นโรคที่สร้างความทรมานและเป็นอันตรายถึงชีวิต อย่างไรก็ตามการตรวจอย่างละเอียดทำได้ไม่ง่ายนัก ต้องอาศัยกระบวนการและเครื่องมือซับซ้อนจนอาจทำให้การรักษาไม่ทันท่วงที
แต่จะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถตรวจโรคปอดได้ผ่านเครื่องอัลตราซาวน์
การตรวจปอดผ่านอัลตราซาวน์แม่นยำ 96%
ผลงานนี้เป็นของทีมวิจัยจาก Australia's Charles Darwin University กับการพัฒนาโมเดล AI รุ่นใหม่ที่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคปอดของผู้ป่วยได้ อาศัยเพียงภาพจากการอัลตราซาวน์บริเวณปอด ก็สามารถใช้ระบุร่องรอยของโรคทางเดินหายใจ เช่น ปอดบวม หรือ โควิด-19 ด้วยระดับความแม่นยำอยู่ที่ 96%
กลไกการทำงานของโมเดล AI นี้เริ่มจากการตรวจสอบรายละเอียดความแตกต่างของภาพอัลตราซาวน์ที่ป้อนเข้าสู่ระบบ ทำการวิเคราะห์แบบเฟรมต่อเฟรมของวีดีโอ นำมาค้นหารายละเอียดความแตกต่างระดับพิกเซลที่อาจถูกละเลยเมื่อมองด้วยตาเปล่า แล้วนำข้อมูลภาพรวมที่ได้ไปวิเคราะห์กับฐานข้อมูลเพื่อระบุโรค
ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้โมเดล AI สามารถตรวจจับความผิดปกติของปอด จากนั้นจึงนำมาจัดหมวดหมู่การวินิจฉัยว่าปอดที่รับการตรวจอยู่ในลักษณะใด ทั้งในกรณีที่ปอดปกติหรือเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ พร้อมแสดงร่องรอยและหลักฐานความผิดปกติที่ตรวจพบ
ในขั้นตอนการทดสอบพบว่า โมเดล AI นี้สามารถตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคปอดได้ในระดับความแม่นยำสูงถึง 96.57% ภายหลังยืนยันความถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวขาญ สูงกว่าความแม่นยำของโมเดล AI วินิจฉัยโรคปอดตัวอื่นที่มีระดับความแม่นยำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 92% เท่านั้น
นี่จึงเป็นอีกตัวเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ช่วยให้การตรวจวินิจฉัยปอดอย่างแม่นยำ
ประโยชน์ของการตรวจวินิจฉัยปอดด้วยอัลตราซาวน์
ตามปกติการตรวจวินิจฉัยโรคปอดเริ่มต้นจากการฟังเสียง อาศัยการใช้สเตโธสโคปฟังเสียงการหายใจตรวจหาความผิดปกติ จากนั้นจึงทำการส่งตรวจหารายละเอียดเพิ่มเติมผ่านอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะทาง เช่น เอ็กซ์เรย์, CT scan หรือ MRI เพื่อให้ได้ภาพรายละเอียดในการวินิจฉัยที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตามเครื่องการแพทย์สำหรับตรวจวินิจฉัยโรคปอดล้วนมีข้อจำกัดในการใช้งาน ทั้งความยุ่งยากต้องอาศัยการดูแลใกล้ชิด อุปกรณ์แต่ละชิ้นมีค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อสูง อีกทั้งตัวเครื่องยังมีขนาดใหญ่ยากต่อการติดตั้งในสถานพยาบาลขนาดเล็ก ทำให้คนไข้ในพื้นที่ห่างไกลไม่มีโอกาสเข้ารับการตรวจที่ดีพอ
แตกต่างจากเครื่องอัลตราซาวน์ที่มีราคาถูกกว่า ตัวเครื่องยังสามารถเข้าถึงได้ง่ายรองรับการใช้งานในระดับชุมชนหรือสถานพยาบาลขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังสะดวกต่อการเข้าถึงกว่าอุปกรณ์ประเภทอื่น โดยเฉพาะในด้านความรู้สึกคนไข้อาจสบายใจต่อการใช้งานอุปกรณ์นี้ มากกว่าเข้ารับการตรวจผ่านเครื่องมือการแพทย์ล้ำสมัย
สำหรับข้อกังวลในด้านอาการหลอนของ AI ที่มักพบมากในกลุ่ม Chatbot ทางทีมวิจัยเน้นย้ำว่าสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะข้อมูลการวินิจฉัยและร่องรอยหลักฐานจะถูกบันทึกในข้อมูลโดยละเอียด พร้อมสร้างความโปร่งใสทางการแพทย์
AI ตรวจวินิจฉัยปอดนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่จะเข้ามาแทนที่แพทย์เฉพาะทาง แต่จะเป็นตัวช่วยให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยได้สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ ช่วยให้แน่ใจผลการตรวจและเริ่มต้นการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดภาระของแพทย์และระบบสาธารณสุขเมื่อต้องตรวจวินิจฉัยโรคทางเดินหายใจแต่ละเคสลงมาก
ในอนาคตพวกเขายังตั้งเป้าจะพัฒนาให้ AI ระบุโรคปอดอื่น เช่น วัณโรค พังผืดในปอด ไปจนมะเร็งเป็นลำดับต่อไป
นี่ไม่ใช่เทคโนโลยีเดียวที่นำ AI เข้ามาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค ในปี 2024 ทาง FDA สหรัฐฯ ได้อนุมัติ DermaSensor อุปกรณ์ตรวจมะเร็งผิวหนัง 200 ชนิดบนสมาร์ทโฟน เช่นเดียวกับทาง Google ที่พัฒนาเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นจอประสาทตาด้วย AI เช่นกัน
คาดว่าในไม่ช้าจะมีการใช้งาน AI ในฐานะผู้ช่วยและเครื่องมือทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่ใช้งานกันทั่วไป
ที่มา
https://www.cdu.edu.au/news/researchers-train-ai-diagnose-lung-diseases







