โพสต์ทูเดย์ มากกว่าข่าว ทุกเรื่องราวคุณมีส่วนร่วม กลับสู่ โพสต์ทูเดย์ดอทคอม

เปิดประตูค้าชายแดน

ธุรกิจ ชำแหละเรือเดินสมุทร

  • 11 มกราคม 2563 เวลา 09:29 น.
  • | เปิดอ่าน 2,151
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+

ธุรกิจ ชำแหละเรือเดินสมุทร

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีคนมาขอให้ผมช่วยติดต่อขอเช่าที่ดินชายทะเลด้านใต้ของประเทศเมียนมา เพื่อมาจัดตั้งโรงงานชำแหละเรือเดินสมุทร เพื่อเอาเหล็กเก่ามาหลอมใหม่อีกครั้ง ซึ่งผมได้ฟังเรื่องนี้มานานมากแล้ว

เพราะอดีตเคยมีพนักงานผมที่เป็นนักศึกษาชาวจีน ครอบครัวเขาทำธุรกิจนี้อยู่ที่เกาะเล็กๆ ใกล้กับเมืองเซิ่นเจิ้น ประเทศจีนมาทำงานที่บริษัทของผม ผมเลยสอบถามเขาว่าธุรกิจคุณพ่อเขาดีมั้ย เขาเลยเล่าให้ผมฟัง น่าสนใจมาก ขอนำมาเล่าต่อนะครับ

การชำแหละเรือนั้น ที่เก่งที่สุดในวันนี้ก็คือชาวเมืองเกาสง ไต้หวัน ที่นั่นในอดีตเป็นแหล่งชำแหละเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะในอดีตไต้หวันต้องการเหล็กมาก่อสร้างพัฒนาบ้านเมือง แต่ไม่มีแหล่งวัตถุดิบคือแร่เหล็ก จึงเอาเรือเดินสมุทรที่ปลดระวางมาชำแหละ เพราะเหล็กที่ใช้ต่อเรือเป็นเหล็กกล้าที่ดีที่สุด

อีกทั้งเรือที่ปลดระวางมีขายในแถบประเทศปานามาในราคาที่ถูกมากๆ เมื่อซื้อมาสามารถเคาะต้นทุนได้จากน้ำหนักระวางของเรือ ก็จะทราบถึงราคาต้นทุนเลย อีกทั้งเครื่องยนต์เก่าเรือ เครนยกสินค้าประจำเรือ น้ำมันตกค้างในเครื่องยนต์เรือ อะไหล่เรือ อุปกรณ์เรือ ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นส่วนเกินที่เป็นกำไรล้วนๆเลยครับ แต่ต่อมาถูกรัฐบาลใต้หวันสั่งห้ามดำเนินธุรกิจนี้

เนื่องจากเหตุผลคือการสร้างมลภาวะเป็นพิษ อีกทั้งการพัฒนาของไต้หวันไปไกลแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เหล็กเก่าจากธุรกิจนี้อีกต่อไป เรียกว่าไต้หวันรวยแล้วเลิกก็เป็นไปได้ครับ ธุรกิจนี้จึงย้ายฐานไปที่ประเทศสาธารณะรัฐประชาชนจีน ที่นั่นมีหลายเมืองที่ดำเนินธุรกิจนี้อยู่ เช่น ที่ เทียนจิน ฉางซา เกาะเล็กในเซิ่นเจิ้น(ที่นี่คือที่ผมกล่าวมาข้างต้น)

ธุรกิจนี้สร้างความเจริญและกำไรมหาศาลให้แก่ผู้ประกอบการมากหน้าหลายตา แต่กระแสของความเจริญและเรื่องมลภาวะเป็นพิษก็ไหลเข้าสู่จีนเช่นกัน ทำให้ต้องเลิกไปโดยปริยาย ธุรกิจนี้จึงต้องเป็นอันพับฐานไปเลยครับ

ปัจจุบันนี้มีที่อู่ชำเหละเรือที่ดังมากๆอยู่ที่เมืองธากา ประเทศบังคลาเทศ ที่นี่เขาไม่ได้ทำในระบบปิด หรือเป็นอู่เรือเพื่อควบคุมมลภาวะเป็นพิษกัน แต่ชำแหละกันบนชายหาดเลยครับ ไม่สนใจเรื่องมลพิษที่เกิดจากแร่ใยหิน หรือสารพิษอื่นๆอีกมากมายใดๆทั้งสิ้น ที่นี่ปีๆหนึ่งจะมีเรือเดินสมุทรมาชำแหละกันไม่ต่ำกว่า 200 ลำ ชิ้น
ส่วนอะไหล่ของเรือที่เป็นส่วนเกินจากเหล็กเก่า ที่นี่จะเป็นแหล่งซื้อ-ขายกันอย่างสนุกสนานเลยครับ โดยมีร้านค้าตลอดแนวยาว 15 กิโลเมตร มีร้านค้ามากกว่า 100 ร้านค้า การทำงานของคนงานที่นี่ใช้แรงล้วนๆ โดยไม่มีเครื่องจักรกลมาช่วยทุ่นแรงเลย

ดังนั้นที่นี่จะไม่ค่อยได้คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนงานและประชาชนในท้องถิ่นเลย

ในขณะที่ประเทศไต้หวันและประเทศจีนถึงแม้จะมีการดำเนินกิจการในลักษณะเดียวกัน แต่เขาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของแรงงานมาก เขาใช้ระบบโรงงานปิด กล่าวคือในอู่ชำแหละเรือเขาจะนำเรือเข้าไปชำแหละในอู่ที่มิดชิด การปล่อยน้ำมันลงสู่น้ำจะไม่ทำกัน เพราะน้ำมันเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายค่าแรงงานได้อย่างสบายๆ

อีกทั้งเขาใช้ระบบ "ลูกตัดแม่" คือ เขาจะยังไม่ถอดเครนบนเรือออกก่อน แล้วใช้เครนดังกล่าวมายึดโยงแผ่นเหล็กที่ตัดออก แล้วยกออกไปทีละแผ่นไปเรื่อยๆ คือใช้เครนของเรือเปรียบเสมือน "ลูก" ค่อยๆตัดเรือที่เสมือนเป็น "แม่"

จนกระทั่งสุดท้ายพอหมดแผ่นสุดท้ายจึงจะถอดเอาเครนออกมา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทุ่นแรงคนงานได้มากเลยครับ

ที่เมียนมาเองยังไม่มีกฏหมายควบคุมการชำแหละเรือ นั่นหมายความว่ายังสามารถขอใบอนุญาตชำแหละเรือได้ แต่ธุรกิจนี้คือต้นน้ำของธุรกิจเหล็ก จึงต้องมีโรงงานหลอมเหล็กมาเป็นปลายน้ำ และต้องอยู่ในสถานที่เดียวกันกับอู่ชำแหละเรือ เพราะการขนส่งเหล็กที่ตัดออกมาแล้วไปหลอมที่อื่นอีก มันจะเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้น
ดังนั้นหากใครจะทำธุรกิจนี้ ต้องคิดต่อเนื่องหรือต้องไปเป็นทีมใหญ่เท่านั้น และถ้าได้มีโรงงานหลอมเหล็ก ก็ต้องมีโรงงานหล่อเหล็กบีม โรงงานรีดเหล็กเส้น โรงงานทำลวดเหล็ก โรงงานทำน็อต โรงงานทำตะปู ฯลฯ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรแพคกันเป็นทีม ต้องไปให้ครบวงจรจึงจะคุ้มที่จะลงทุน ถ้าคิดจะทำแบบรวยคนเดียว ผมว่ายากมากครับ ต้องจำให้ขึ้นใจว่า "แม่น้ำทั้งสายอย่าดื่มกินคนเดียว เดี๋ยวท้องแตกตาย" แน่ๆครับ

ที่รัฐตะเนงด่ายี่ หรือรัฐตะนาวศรี ตอนนี้เข้ากำลังเร่งโปรโมทเปิดให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้าไปลงทุน ในระยะนี้เขากำลังง้อคนต่างชาติอยู่ กำลังการต่อรองยังเป็นของผู้ประกอบการ หากผู้ประกอบการไทยท่านใดสนใจที่จะทำ ผมคิดว่านี่คือโอกาสทองนะครับ ที่ดินก็ไม่แพงมาก ติดทะเลก็เยอะ บางแห่งน้ำลึกถึงสามสี่สิบเมตร เหมาะเลยนะครับ เพียงแต่ต้องรักษาสภาพแวดล้อมให้ดี และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของชาวบ้านและคนงาน

อีกทั้งต้องรู้จักทำ CSR บ้างเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ผมเชื่อว่าจะยังหากินได้อีกหลายปี ถึงเวลาก็รวยแล้วเลิก!!!!

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+