โพสต์ทูเดย์ มากกว่าข่าว ทุกเรื่องราวคุณมีส่วนร่วม กลับสู่ โพสต์ทูเดย์ดอทคอม

เปิดประตูค้าชายแดน

อนุสัญญาภาษีซ้อน

  • 28 กันยายน 2560 เวลา 11:01 น.
  • | เปิดอ่าน 9,380
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+

อนุสัญญาภาษีซ้อน

พร้อมๆ กับการไปเยือนกัมพูชาของนายกรัฐมนตรีเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  อนุสัญญาความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน หรือที่เรามักจะเรียกสั้นๆ ว่า อนุสัญญาภาษีซ้อน เป็นการทำสัญญาแบบทวิภาคี เพื่อขจัดภาษีซ้ำซ้อนของภาษีที่เก็บจากเงินได้ตัวเดียวกันที่กิจการอาจต้องเสียภาษีให้มากกว่าหนึ่งประเทศอันเนื่องมาจากหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีภายในของแต่ละประเทศ หนึ่งในมาตรการอำนวยสิทธิประโยชน์ตาม  AEC Blueprint ในส่วนของมาตราภาษีจะเน้นให้ประเทศในอาเซียน เร่งจัดทำอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างกันให้ครบทุกประเทศ

โดย...เบญจมาศ กุลกัตติมาส กรรมการบริหาร เคพีเอ็มจี ประเทศไทย

ทั้งนี้ กัมพูชาได้มีการเซ็นสัญญากับสิงคโปร์เป็นประเทศแรกในอาเซียนไปเมือเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ประเทศไทยก็น่าจะเป็นประเทศที่สองที่มีการทำอนุสัญญาภาษีซ้อนกับกัมพูชา ในปัจจุบันมาเลเซีย กับเวียดนาม เป็นประเทศที่มีการทำอนุสัญญาภาษีซ้อนครบกับทุกประเทศสมาชิกหากไม่นับกัมพูชา รองลงมาคือสิงคโปร์กับไทย โดยสิงคโปร์ยังไม่ได้ทำกับลาว ขณะที่ไทยยังไม่ได้ทำกับบรูไน

จำนวนการมีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศจัดว่าเป็นปัจจัยหนึ่งในการจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศสมาชิก โดยเฉพาะถ้าจะใช้ประเทศสมาชิกใดประเทศหนึ่งเป็นฐานในอาเซียน การมีอนุสัญญาภาษีซ้อนแล้วจะเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติยังไงแล้วนั้นก็ขอยกตัวอย่างบางเรื่อง เช่น บริษัทสิงคโปร์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราที่ต่ำกว่าไทยคือ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของสิงคโปร์ เท่ากับร้อยละ 17 ในขณะที่ของไทยจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่อัตราร้อยละ 20

ทั้งนี้ แม้สิงคโปร์จะมีจำนวนอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศต่างๆ เป็นอันดับหนึ่งในอาเซียนโดยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศต่างๆ มากกว่า 70 ประเทศ ขณะที่ไทยมีการทำอนุสัญญาภาษีซ้อนจำนวน 60 ประเทศ แต่สิงคโปร์ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับสหรัฐอเมริกา ขณะที่ไทยมีการทำอนุสัญญาภาษีซ้อนกับสหรัฐ หากบริษัทสิงคโปร์มีรายได้จากสหรัฐซึ่งถ้าหากรายได้ดังกล่าวเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีในสหรัฐโดย

ผู้จ่ายในสหรัฐต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายของสหรัฐ บริษัทสิงคโปร์อาจจะถูกหักภาษีในสหรัฐในอัตราสูงถึง

ร้อยละ 30 แต่ถ้าเป็นกรณีบริษัทไทยเป็นผู้มีรายได้จากสหรัฐ บริษัทไทยอาจได้รับเงินได้เต็มจำนวนหรืออาจถูกหักภาษีในสหรัฐในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม บริษัทสิงคโปร์อาจจะสามารถนำภาษีที่ถูกหักในสหรัฐ

มาหักออกจากภาษีสิงคโปร์ได้สำหรับรายได้ตัวเดียวกัน แต่โดยทั่วไปแล้วประเทศที่ให้นำภาษีที่จ่ายในต่างประเทศมาหักออกจากภาษีของตนบนรายได้

ตัวเดียวกันมักจะให้หักได้ไม่เกินภาษีในประเทศตน กรณีนี้เมื่อบริษัทสิงคโปร์นำรายได้ที่ได้รับจากสหรัฐมาเสียภาษีในสิงคโปร์ ก็ควรจะสามารถนำมาหักออกจากภาษีสิงคโปร์ได้ไม่เกินอัตราภาษีของสิงคโปร์คือร้อยละ 17 ดังนั้นในรายการเดียวกัน บริษัทสิงคโปร์อาจมีต้นทุนค่าภาษีโดยรวมสูงถึงร้อยละ 30 คืออัตราภาษีที่ถูกหักโดยสหรัฐ ในขณะที่บริษัทไทยอาจจะมีภาระภาษีที่มากที่สุดที่

ร้อยละ 20 ตามประมวลรัษฎากรไทยหากไม่ถูกหักภาษีในสหรัฐ หรือถูกหักในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับสหรัฐ

อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ในบางประเทศการใช้ความคุ้มครองตามอนุสัญญาภาษีซ้อน จะต้องมีการแสดงหลักฐานแก่ผู้จ่ายเงิน (กรณีไม่ให้ผู้จ่ายเงินหักภาษี) หรือหน่วยงานจัดเก็บภาษีของรัฐ ว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศของ

คู่สัญญาภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนเพื่อการใช้สิทธิภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนนั้นๆ

หลักฐานโดยทั่วไปก็คือ หนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่ (Certificate Of Resident ) ที่ออกโดยหน่วยงานของประเทศที่มีถิ่นที่อยู่ ในบางประเทศจะต้องมีการยื่นเอกสารต่อหน่วยงานสรรพากรในประเทศนั้นก่อนที่จะใช้สิทธิ เช่น อินโดนีเซีย  กรณีไทยเป็นผู้รับเงินได้และต้องการใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อน บริษัทไทยอาจได้รับการร้องขอให้ขอหนังสือรับรองการมีถิ่นที่อยู่จากกรมสรรพากรไทยมาแสดงแก่ผู้จ่ายเงินได้ในต่างประเทศจึงจะยอม

ไม่หักภาษี หรือหักในอัตราที่ต่ำลงภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน กรณีไทยเป็นผู้จ่ายเงินได้ในปัจจุบันไทยให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีพิจารณาเองและนำอนุสัญญามาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องขอก่อน

อย่างไรก็ดี หากกรมสรรพากรตรวจพบภายหลังว่าอนุสัญญาภาษีซ้อนใช้ไม่ได้ หรือใช้ไม่ถูกต้อง เช่น ตีความเงินได้ผิดประเภท หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคู่สัญญาเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนที่นำมาใช้ ผู้เสียภาษีจะต้องรับผิดชอบค่าภาษี และเงินเพิ่ม ดังนั้นการใช้อนุสัญญาภาษีซ้อนจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+