logo-pwa

เพิ่ม Post Today

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
ขับเคลื่อน BIMSTEC บนพื้นฐานความไว้วางใจ

ขับเคลื่อน BIMSTEC บนพื้นฐานความไว้วางใจ

30 ธันวาคม 2564

โดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)www.itd.or.th

กรอบความร่วมมือบิมสเทค (BIMSTEC) ซึ่งริเริ่มโดยไทย มีสมาชิกทั้งหมด 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย ไทย เมียนมา เนปาล และภูฏาน เป็นกรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคในอนุทวีปเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลาที่ก่อตั้งมากลับดำเนินการได้อย่างเชื่องช้าไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรแม้ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มที่สร้างผลประโยชน์อย่างชัดเจนทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศสมาชิก

จากรายงานวิจัย เรื่อง การพัฒนานโยบายเพื่อการขยายผลการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาจากกรอบเขตการค้าเสรีบิมสเทคของประเทศไทย โดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) พบว่าแม้อนาคตความร่วมมือของบิมสเทคจะค่อนข้างเป็นไปด้วยดีและเป็นพหุภาคีมากขึ้น

แต่ปัจจัยทางการเมืองยังเป็นข้อจำกัดและความท้าทายความร่วมมือภายใต้กรอบบิมสเทค โดยเฉพาะใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ประเด็นแรก วิกฤติการณ์โรฮีนจา ระหว่างบังกลาเทศและเมียนมาที่ยังหาทางออกไม่ได้แต่ไม่ได้ถูกหยิบยกมากล่าวถึงในเวทีบิมสเทคแม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นความขัดแย้งทวิภาคีที่จะไม่ส่งผลต่อกรอบความร่วมมือบิมสเทค

อย่างไรก็ดี ประเด็นปัญหานี้เป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวอย่างยิ่งที่จะสร้างผลกระทบและอาจบั่นทอนบรรยากาศความร่วมมือในอนุภูมิภาคนี้ได้ ประเด็นที่สอง แนวคิดชาตินิยมที่อาจขัดขวางความเป็นเสรีนิยมของพื้นที่

โดยเฉพาะแนวคิดชาตินิยมที่อ่อนไหวต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ จากสภาพแวดล้อมการเมืองภายในประเทศที่ขับเคลื่อนโดยชาตินิยมจะเป็นกำแพงกั้นเสรีนิยมในภูมิภาคขัดขวางการบูรณาการทางสังคม การค้าและวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือบิสเทคด้านการเมือง ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ควรเริ่มจากการพิจารณาบิมสเทคในฐานะความร่วมมือของภูมิภาคอ่าวเบงกอลหนึ่งภูมิภาค

เนื่องด้วยบิมสเทคมักถูกมองว่าเป็นความร่วมมือระหว่างเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้แนวคิดพื้นฐานว่าเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบ่งแยกกัน ซึ่งเป็นการยอมรับการจัดแบ่งทางภูมิภาคที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกและปฏิเสธแนวคิดว่าพื้นที่อ่าวเบงกอลเป็นภูมิภาคอันหนึ่งอันเดียวกัน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าอ่าวเบงกอลเป็นพื้นที่ที่เคยมีความเชื่อมโยงในประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันจากสงครามเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมอื่น ส่งผลให้สังคมขาดการตระหนักรู้ถึงบิมสเทค กล่าวคือไม่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของเส้นแบ่งรัฐชาติทั้งที่เคยมีประวัติศาสตร์พัวพันอย่างเหนียวแน่นในพื้นที่อ่าวเบงกอล จึงควรกระตุ้นและพยายามเชื่อมโยงภูมิภาคบิมสเทคหรือการปลูกฝังความเป็นพลเมืองบิมสเทค

บทบาทของประเทศไทยในการผลักดันกรอบความร่วมมือบิสเทคควรสร้างความเป็นเสรีนิยมให้แก่ทุกพื้นที่ความร่วมมือที่เป็นไปได้ ไม่เฉพาะเพียงความร่วมมือด้านการค้า

แน่นอนว่าบิมสเทคเองก็ตอบโจทย์ไทยในการเป็นช่องทางเพื่อเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบและขยายตลาดสำหรับการค้าและการลงทุน แต่ประเทศไทยก็ต้องคำนึงถึงมุมอื่นๆ นอกเหนือจากเศรษฐกิจด้วยเพื่อให้สามารถประสานความร่วมมือระหว่างกันได้โดยราบรื่น

การทำให้พื้นที่บิมสเทคเป็นพื้นที่เสรีที่พร้อมรับความร่วมมือในทุกๆ ด้านเปิดโอกาสพัฒนาความร่วมมือบิมสเทค และประเทศไทยก็สามารถพัฒนาความร่วมมือด้านอื่น เช่น ความมั่นคง การขนส่งความเชื่อมโยงทางบกและทะเลในระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นวงจร

นอกจากนี้ ประเทศไทยควรตระหนักถึงศักยภาพของตนและแบ่งปันให้แก่ภูมิภาคบิมสเทคมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยยังสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในอีกหลายด้าน เพื่อพัฒนากรอบความร่วมมือบิมสเทคให้กลายเป็นกรอบยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น

เนื่องจากบิสเทคยังขาดแรงจากปัจจัยผลักดันต่าง ๆ ประเทศไทยควรเข้าใจว่าทรัพยากร เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่ไทยมีสามารถใช้พัฒนาความร่วมมือในภูมิภาค ทั้งยังเสริมสร้างอำนาจละมุน (Soft Power) เพื่อผลประโยชน์ประเทศและภูมิภาค ผ่านการดำเนินการ เช่น การให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยว การให้ทุนการศึกษา การลงทุนและการเผยแพร่องค์ความรู้ทางการค้าแก่ประชาชนของประเทศสมาชิกบิมสเทคอื่นๆ เป็นต้น

กรอบความร่วมมือบิมสเทคยังต้องพัฒนาอีกมากและต้องได้รับแรงผลักดันผ่านความไว้เนื้อเชื่อใจและประสานบูรณาการความร่วมมือเป็นสายสัมพันธ์ในระดับประชาชนในการเปลี่ยนแปลงหรือเสริมสร้างทัศนคติที่เอื้อต่อความร่วมมือ

การผสานผลประโยชน์และการก้าวข้ามความท้าทายที่บรรดาประเทศสมาชิกบิมสเทคจะมีร่วมกันต่อไป