โพสต์ทูเดย์ มากกว่าข่าว ทุกเรื่องราวคุณมีส่วนร่วม กลับสู่ โพสต์ทูเดย์ดอทคอม

บทวิเคราะห์อาเซียน

คนรุ่นใหม่อินโดฯ พฤติกรรมเปลี่ยนตลาดอาหาร

  • 30 กันยายน 2559 เวลา 16:28 น.
  • | เปิดอ่าน 16,179
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+

คนรุ่นใหม่อินโดฯ พฤติกรรมเปลี่ยนตลาดอาหาร

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

วิถีชีวิตของคนอินโดนีเซียรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ประกอบกับจำนวนคนชนชั้นกลางที่มากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของคนอินโดนีเซียจากเดิมที่ทำกับข้าวกินเองก็หันไปพึ่งพาร้านสะดวกซื้อ เพื่อประหยัดเวลาในการเตรียมอาหาร จึงทำให้อุตสาหกรรมอาหารในอินโดนีเซียมีการเติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน (เรดีด ทู อีต) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว

ชุติมา ไวศรายุทธ์  รองคณบดี คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า โอกาสในการเข้าตลาดอาหารของประเทศอินโดนีเซีย ที่ไม่ว่าจะทำตลาดใดก็ตาม สิ่งสำคัญ คือ ต้องรู้จักพฤติกรรมและรสนิยมของผู้บริโภคในตลาดนั้นๆ ด้วย เช่น เมืองจาการ์ตาจะเปิดกว้างมากกว่าเมืองอื่นๆ ขณะที่เมืองสุราบายาอาจจะยังมีความดั้งเดิมสูงอยู่ ดังนั้นการนำเสนอรูปแบบและรสชาติที่ก้าวกระโดดเกินไป อาจจะทำให้เกิดการไม่ยอมรับขึ้นได้ ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้การลงทุนเข้าไปเจาะตลาดล้มเหลวไปอย่างน่าเสียดาย

“อินโดนีเซียเป็นตลาดเปิดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้ผู้ประกอบการหลายคนอยากเข้ามาทำตลาด แต่ความเป็นดั้งเดิมสูง และความที่เป็นหมู่เกาะ ทำให้การกระจายสินค้าให้ทั่วถึงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ประกอบการที่ลุยเดี่ยวเข้ามาคนเดียว สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่จะโดดเข้ามาตลาดนี้ควรจะร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นหรือทำงานเป็นเครือข่าย และสินค้าต้องมีเอกลักษณ์ของไทยอยู่ เพื่อเป็นจุดขาย” ชุติมา กล่าว

ขณะที่สายตาของผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย มองว่า สินค้าไทยมีคุณภาพ แต่ตัวแบรนด์ยังไม่ได้ ซึ่งภาครัฐและเอกชนจะต้องทำงานร่วมกันเป็นยุทธศาสตร์ในการผลักดันสินค้าไทยให้ไปถึงแบรนด์ระดับชาติ (เนชันแนล แบรนด์) เพื่อสร้างจุดแข็งให้สินค้าไทย

นูริ อันดาร์วูลัน ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหารและการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสริมว่า ตลาดอาหารในอินโดนีเซีย แบ่งออกเป็น 3 ตลาดหลักๆ คือ 1.ส่วนผสมอาหารหลักที่ต้องได้มาตรฐานจาก B-Pom (เหมือน อย.บ้านเรา) เช่น น้ำตาล แป้งสาลี แป้งมันและน้ำมันปาล์ม 2.ส่วนผสมอาหารที่ให้ผลทางกายภาพ (ฟังก์ชั่นแนล ฟู้ด) เช่น วิตามินและแร่ธาตุ และ 3.ตัวเสริมอาหาร เช่น สารให้ความหวาน และสารกันบูด เป็นต้น โดยตลาดอาหารและส่วนผสมอาหารของอินโดนีเซียกำลังเติบโตสูง จึงทำให้ 95% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่มีความต้องการใช้อาหารสูง

“พฤติกรรมผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียมีการจัดเลี้ยงสังสรรค์กันบ่อย จึงทำให้มีปริมาณความต้องการอาหารสูง แต่การผลิตในประเทศเองไม่เพียงพอจึงต้องนำเข้า โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทาน ขนมหวาน เนื้อสัตว์ บิสกิตและผลิตภัณฑ์เบเกอรี่” นูริ ระบุ

ด้าน อดิฮ์ เอส. ลุคมาน ประธานสมาคมอาหารและเครื่องดื่ม อินโดนีเซีย ฉายภาพตลาดอาหารของอินโดนีเซียให้เห็นว่า มูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่ม (เอฟแอนด์บี) ของอินโดนีเซียในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ เติบโตถึง 8.2% ซึ่งสูงกว่าการขยายตัวของจีดีพีประเทศ ที่อยู่ 5.2% นอกจากนี้รัฐบาลอินโดนีเซียเองก็ชูอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ในการขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศและการจ้างงาน (โดยในปี 2558 อุตสาหกรรมอาหารคิดเป็น 31% ของจีดีพีประเทศอินโดนีเซีย)

ขณะที่การลงทุนด้านอาหารและเครื่องดื่มของอินโดนีเซียยังสูงเป็นอันดับต้นๆ ไตรมาสแรกปีนี้มีการลงทุนในกลุ่มนี้มากถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 70% เป็นการลงทุนของผู้ประกอบการในประเทศ ที่เหลือ 30% เป็นการลงทุนจากต่างชาติ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ โดยเป็นการลงทุนในกลุ่มเครื่องดื่มให้พลังงาน (สปอร์ต ดริงก์) และสารให้ความหวาน โดยตลาดอาหารในอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่มาก เชื่อว่าน่าจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้ามาทำตลาด เพราะรัฐบาลพร้อมเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน

สำหรับผู้ประกอบการไทยในระดับขนาดกลาง (ไซส์เอ็ม) ที่มีกระบวนการผลิตครบ มีทุนและมีทำเลพร้อม อินโดนีเซียก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีความสนใจในการเข้าไปลงทุน แต่หากยังเป็นขนาดเล็ก (ไซส์เอส) แล้ว แนะนำว่าให้ศึกษาตลาดให้ดีก่อนตัดสินใจเข้าไปเพื่อลดความเสี่ยง

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+