โพสต์ทูเดย์ มากกว่าข่าว ทุกเรื่องราวคุณมีส่วนร่วม กลับสู่ โพสต์ทูเดย์ดอทคอม

บทวิเคราะห์อาเซียน

ผ่าอุตสาหกรรมยางมาเลเซีย

  • 11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 14:43 น.
  • | เปิดอ่าน 4,328
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+

ผ่าอุตสาหกรรมยางมาเลเซีย

โดย...ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของอาเซียนเพราะปลูกเกือบทั้ง 10 ประเทศ ในจำนวนการผลิตยางพาราโลกผลิตปีละ 12 ล้านตัน เป็นของอาเซียน 90%

ในปี 2558 ไทยผลิตยางพาราได้ 4.3 ล้านตัน บนพื้นที่ 19 ล้านไร่ ผลผลิตอยู่ที่ 257 กิโลกรัม (กก.) ต่อไร่ อินโดนีเซียมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในอาเซียน 22 ล้านไร่ ผลิตได้ 3.7 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ 170 กก. มาเลเซียผลิตได้ 7 แสนตันมีพื้นที่เพาะปลูก 6 แสนไร่ ผลผลิต 220 กก./ไร่ เวียดนามผลิต 1.3 ล้านตัน จากพื้นที่ 5.6 ล้านไร่ ซึ่งรวมพื้นที่ซึ่งเข้าไปปลูกใน สปป.ลาว และกัมพูชา 2 ล้านไร่ มีผลผลิต 1 ล้านตัน ส่วนกัมพูชามีพื้นที่ปลูกยาง 1.8 ล้านไร่ ได้ผลผลิต5 แสนตัน เมียนมาปลูกยาง 3 ล้านไร่ มีผลผลิต 2 แสนตัน

ผมแบ่งกลุ่มการผลิตเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเน้นผลิตวัตถุดิบประกอบด้วยไทย อินโดนีเซียและประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี และกลุ่มเน้นผลิตภัณฑ์ยางพารา คือ มาเลเซีย ที่น่าสนใจคือมาเลเซียเพาะปลูกและผลิตยางพาราน้อยที่สุดในอาเซียน แต่มีเป้าหมายอุตสาหกรรมแตกต่างจากประเทศอื่น

สิ่งที่สนใจมากกว่านั้นคือมาเลเซียประกาศว่าจะเป็น “ศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราของโลก” ซึ่งเน้นการผลิตอุตสาหกรรมปลายน้ำ ได้แก่ ถุงมือยาง ยางรถยนต์ กาว หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ มาเลเซียได้บริหารจัดการอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ปัจจุบันมาเลเซียมีชาวสวนยาง 4 แสนคน เกษตรกรรายย่อยมีเนื้อที่ปลูกยางพาราไม่เกิน 250 ไร่ คิดเป็น 95% ที่เหลือเป็นรายใหญ่ 5% เกษตรกรรายย่อยจะมีหน่วยงานของรัฐดูแล ได้แก่ FELDA (Federal Land Development Authority) ที่จัดสรรที่ดินทำกินและดูแลเกษตรกรรายย่อยในชนบท เพื่อปลูกยางพาราและปาล์มรายละ 25-36 ไร่ และตั้งบริษัท Felda Global Venture Holding Sdn. Bhd เพื่อนำยางพาราออกไปขายในตลาดโลก

นอกจากนั้น ยังสร้างโรงเรียน ศูนย์พยาบาล และการจ้างงาน โดย RISDA (Rubber Industry Smallholders Development Authority) ทำหน้าที่พัฒนาชาวสวนยางให้เข้มแข็ง สร้างอาชีพเสริม เช่น เลี้ยงแพะ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว และนกกระจอกเทศ และหน่วยงาน FELCRA (Federal Land Consolidation and RehabilitationAuthority Berhad) ทำหน้าที่ฟื้นฟูที่ดินและจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตร

สำหรับรายใหญ่จะมีกลุ่มบริษัท Sime Durby เป็นผู้ดูแล ที่ตั้งเมื่อปี 2453 เพื่อทำอุตสาหกรรมยางพารา ต่อมาบริษัทได้ขยายทำธุรกิจ 5 กลุ่ม คือ ธุรกิจสินค้าเกษตรที่เป็นธุรกิจหลัก ได้แก่ ปาล์มน้ำมันปลูกในมาเลเซีย 1.5 ล้านไร่ ยางพารา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจรถยนต์ ธุรกิจอุตสาหกรรม และธุรกิจพลังงาน มีบริษัทในเครือทั้งหมด 270 บริษัท ใน 23 ประเทศ

มาเลเซียยังมีคณะกรรมการสภาส่งเสริมการส่งออกยางพารา (MREPC) เพื่อขายยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราในตลาดโลก อยู่ภายใต้การกำกับกระทรวงเพาะปลูกเพื่ออุตสาหกรรมและสินค้า ปัจจุบันมีสำนักงานย่อยตั้งในสหรัฐยุโรปและจีน ส่วนคณะกรรมการยางพารามาเลเซีย (MRB) ที่ดูแลอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ มีหน่วยย่อยประกอบด้วยสถาบันวิจัยยางพารา (RRIM) คณะกรรมการพัฒนาและวิจัยยางพารา (MRRDB) และคณะกรรมการอนุญาตแลกเปลี่ยนยางพารา (MRELB) 

อุตสาหกรรมยางพาราของมาเลเซียเป็นหนึ่งกิจกรรมเศรษฐกิจหลักในจำนวน 12 กิจกรรมเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้สำเร็จในปี 2020 อุตสาหกรรมนี้จึงเป็นหนึ่ง “ฟันเฟือง” ที่จะทำให้มาเลเซียก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ภายใต้นโยบาย “National Key Economic Areas 2020: NKEA 2020” ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่นำเสนอ “วิสัยทัศน์ 2020 (VISION 2020 หรือ Wawasan 2020)” เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศใน 30 ปีข้างหน้า (ปี 1990-2020) ซึ่งขณะนั้นรายได้ต่อหัวของคนมาเลเซียอยู่ที่ 2,000 เหรียญสหรัฐ/คน/ปี และเมื่อปี 2011 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า คนมาเลเซียมีรายได้ต่อหัว 10,085 เหรียญสหรัฐ/คน/ปี ส่วนปี 2020 มีเป้าหมายเป็น 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ/คน/ปี

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางมาเลเซียมีความเข้มแข็งทั้งระบบของห่วงโซ่อุปทาน โดยผลผลิตจากรายย่อยแตกต่างจากผลผลิตของชาวสวนไทย เพราะมาเลเซียผลิตยางก้อนถ้วย 99% ที่เหลือเป็นน้ำยางสด ส่วนไทยผลผลิต 92% เป็นน้ำยางสด ที่เหลือเป็นยางก้อนถ้วย  เหตุผลที่มาเลเซียนิยมผลิตยางก้อนถ้วย เพราะขาดแคลนแรงงานเก็บหลังกรีดแล้ว และมิได้พัฒนาอุตสาหกรรมกลางน้ำมานาน มีบริษัทใหญ่ๆ ในอุตสาหกรรม เช่น บริษัท MARDEC  บริษัท Lee Rubber และบริษัท Tiong Huat Rubber เป็นต้น ซึ่งแปรรูปยางก้อนถ้วยเป็นยางแท่ง เช่น SMR10 และ SMR20 ก่อนนำไปผลิตยางรถยนต์ ซึ่งคือผลผลิตของอุตสาหกรรมปลายน้ำนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้น้ำยางข้นเป็นวัตถุดิบ เช่น ผลิตภัณฑ์ถุงมือ กาว ถุงยางอนามัย และยางยืด เป็นต้น วัตถุดิบเกือบทั้งหมดนำเข้าจากไทย

เมื่อมาเลเซียตั้งเป้าจะเป็นฮับผลิตผลิตภัณฑ์ยางพาราโลก ก็ได้ปรับยุทธศาสตร์ว่า จะต้องเพิ่มสัดส่วนผลิตน้ำยางข้นจาก 1% เป็น 10% สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิตน้ำยางข้นมากขึ้น และขณะนี้กำลังทดลองใช้หุ่นยนต์เก็บผลผลิตยางพารา หากสำเร็จจะทำให้เก็บน้ำยางสดไปผลิตเป็นน้ำยางข้นได้เพิ่มขึ้น

มาเลเซียยังตั้งสถานีวิจัยยางพาราที่เมือง“สุไหงบูโร” ห่างจากกัวลาลัมเปอร์ราว 30 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญในอนาคตด้วย

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+