โพสต์ทูเดย์ มากกว่าข่าว ทุกเรื่องราวคุณมีส่วนร่วม กลับสู่ โพสต์ทูเดย์ดอทคอม

ข่าวประชาคมอาเซียน

"อมาโด้" ปักธงบุกตลาด CLMV นำร่องกัมพูชา เปิดตลาด 2 ปี โต 60% 

  • 15 กรกฎาคม 2563 เวลา 13:56 น.
  • | เปิดอ่าน 555
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+

"อมาโด้" ปักธงบุกตลาด CLMV นำร่องกัมพูชา เปิดตลาด 2 ปี โต 60% 

อมาโด้ กรุ๊ป บุกตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเจาะประเทศเพื่อนบ้าน รับพฤติกรรมผู้บริโภค CLMV นิยมบริโภคสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามจากไทย

นายธนาลิมปยารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ อมาโด้ (amado) เปิดเผยว่า บริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในประเทศกลุ่ม CLMV ได้แก่ ประเทศกัมพูชา (Cambodia) ประเทศลาว (LaoPDR) ประเทศพม่า (Myanmar) และประเทศเวียดนาม(Vietnam) เนื่องจากเป็นตลาดศักยภาพสูงและมีขนาดใหญ่

โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปี 2562 ชี้ให้เห็นว่าประเทศกลุ่มดังกล่าวมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงทั้งยังมีจำนวนประชากรกว่า 170 ล้านคนประชากรกว่า 60% เป็นวัยทำงานที่มีกำลังซื้อเป็น “ตลาดชายขอบ” ตลาดที่ใหม่และมีขนาดเล็ก จึงสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วประกอบกับกลุ่มประเทศ CLMV มีเสถียรภาพทางการเมืองอย่างมาก เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยนักทำให้นโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจมีความชัดเจนและขับเคลื่อนได้ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยบวกจากการเป็นกลุ่มประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในอัตราที่ต่ำและมีความสามารถในการบริหารจัดการ การแพร่ระบาดของไวรัสได้อย่างรวดเร็วและรัดกุมจึงถูกจับตาว่าจะเป็นกลุ่มประเทศที่ฟื้นตัวได้เร็วหลังวิกฤตโควิด-19 ประกอบกับประชากรในกลุ่ม CLMV รู้จักและมีความนิยมสินค้าจากประเทศไทยเป็นอย่างมากเพราะเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทย

โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ยาและสมุนไพรรักษาโรค สินค้าเพื่อสุขภาพและความงามสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน เรื่อยไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะ 

อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้เดินหน้านำร่องบุกตลาดประเทศกัมพูชาเพื่อทดลองเปิดตลาดในกลุ่มประเทศCLMV โดยเริ่มต้นทำตลาดในประเทศกัมพูชามาได้ 2 ปี สามารถสร้างรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 60% โดยในปี2561 มียอดขายราว 6 ล้านบาทถัดมาในปี 2562 ทำยอดขายได้ 15 ล้านบาทและในปีนี้คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ 25 ล้านบาท

โดยสินค้าไทยที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ในประเทศกัมพูชา คือ สินค้ากลุ่มเสริมสุขภาพและความงามทั้งยังมีทิศทางเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากยังอยู่ในระยะเริ่มต้นรวมถึงหากเศรษฐกิจค่อย ๆ ปรับฟื้นตัวดีขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19กำลังซื้อของคนกัมพูชาย่อมมีมากขึ้นตามส่งผลให้โอกาสในการเติบโตของตลาดวิตามินและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพในกัมพูชายังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“การตลาดในกัมพูชาการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวสินค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ลูกค้าจะให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าและต้องสามารถเห็นและทดลองสินค้าตัวจริงได้ และเป็นปัจจัยหลักที่อมาโด้ให้ความสำคัญกับการบุกเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV  เพราะแม้ว่าเราจะเป็นที่รู้จักดีในประเทศไทยแต่ที่ต่างประเทศแล้วเราก็เป็นแค่หนึ่งสินค้าใหม่” นายธนากล่าว 

โดยบริษัทใช้กลยุทธ์เปิดตลาดกัมพูชาด้วยการดึง2 ดารา ศิลปินชื่อดังของกัมพูชา ได้แก่ โซโน่ เก สะวันนะรึด ( ZONO Ke Sovannareth) - นักร้องค่าย Hangmeas ค่ายเพลงอันดับ 1 ของประเทศและเป็นนักแสดงชาย สถานีโทรทัศน์ (ฟรีทีวี) กัมพูชา และปิค โสเพรีย Pich  Sophea - นักร้องหญิงค่ายเพลงHangmeas เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าและร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจในกัมพูชา

โดยเน้นสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับบำรุงผิวเป็น best seller ได้แก่ Colligi Collagen และ amadoCerigi 

ทั้งนี้ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภคในกัมพูชานิยมเห็นสินค้าและสัมผัสทดลองสินค้า ซึ่งปรับกลยุทธ์วิธีการขายให้สอดคล้องและเหมาะสมกับคนในพื้นที่มากขึ้นทางการจำหน่ายในตลาดกัมพูชา จะผ่านตัวแทนที่มีอยู่ประมาณ 15 รายและช่องทางตามร้านสะดวกซื้อ รวมถึงร้านขายยากว่า 19 จุด และยังมีแผนกระจายไปยังร้านค้าเล็ก ๆ อีกกว่า 10 ร้านค้า ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคนอกจากนี้ยังเริ่มเปิดช่องทางจำหน่ายออนไลน์จะเน้นไปที่ Facebook Fanpage: www.facebook.com/amadocambodiaoffice เพื่อเตรียมพร้อมการเติบโตด้านอีคอมเมิร์ซที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แม้ปัจจุบันคนกัมพูชาจะยังมีการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ไม่มากนักแต่เชื่อว่าอนาคตการซื้อสินค้าออนไลน์จะค่อย ๆ เติบโตหากการคมนาคมขนส่งในประเทศกัมพูชาพัฒนาให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามจากความสำเร็จในการนำร่องทำตลาดประเทศกัมพูชาแล้ว บริษัทได้ศึกษาการขยายตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV เพิ่มเติมโดยตั้งเป้าในปี 2564 จะขยายตลาดออกไปยังประเทศเวียดนามและลาว

โดยขณะนี้ได้เริ่มลงพื้นที่เพื่อทำการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อปรับกลยุทธ์วิธีการขายและการทำการตลาดในประเทศนั้นๆ ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับคนในพื้นที่มากขึ้นต่อไป

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+