โพสต์ทูเดย์ มากกว่าข่าว ทุกเรื่องราวคุณมีส่วนร่วม กลับสู่ โพสต์ทูเดย์ดอทคอม

ข่าวประชาคมอาเซียน

ปั้นไทยฮับดิจิทัลคอนเทนต์ ขึ้นแท่นแซงสิงคโปร์

  • 03 มีนาคม 2560 เวลา 07:29 น.
  • | เปิดอ่าน 6,278
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+

ปั้นไทยฮับดิจิทัลคอนเทนต์ ขึ้นแท่นแซงสิงคโปร์

โดย...พีรดา ปราศรีวงค์

หลังจากที่จีนมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์แบบครบวงจร ทำให้เกิดการก่อสร้างโรงภาพยนตร์จำนวนมากตามมา คาดว่าปัจจุบันโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ในจีนมีมากกว่า 5 หมื่นจอ เทียบเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อกลางการถ่ายทอดศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ชาวอเมริกันผ่านหนังฮอลลีวู้ดจนเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก

นิธิพัฒน์ สมสมาน นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย เล่าว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของจีน เป็นโอกาสทางการตลาดที่ผู้ประกอบการกลุ่มดิจิทัล คอนเทนต์ แอนิเมชั่นไทย จะสร้างชื่อเสียงในตลาดโลก เพราะปัจจุบันไทยเป็นฐานผู้รับจ้าง (เอาต์ซอร์ส) ผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ แอนิเมชั่นที่ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจของจีน เพราะภาพยนตร์หลายเรื่องที่สร้างขึ้น ไทยมีส่วนเป็นเอาต์ซอร์สในการผลิตตัดต่อด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิกในหลายรายการ

ทั้งนี้ นักลงทุนสร้างหนังของประเทศจีนมีแนวโน้มที่จะผนึกการสร้างภาพยนตร์ในลักษณะการควบสัญชาติ โดยนำดารานักแสดงและผู้กำกับจากฝั่งฮอลลีวู้ดมาสร้างหนังจีน และแสดงหนังจีนร่วมกับดารานักแสดง ผู้กำกับจีน เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การกำกับการแสดง รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ระหว่างกันจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศไทยได้รับอานิสงส์จากการสร้างภาพยนตร์ เพราะจำนวนการผลิตมากแต่บุคลากรจีนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ผลิตหนัง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความพร้อมด้านบุคลากร โดยแต่ละปีมีบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสาขาดิจิทัลคอนเทนต์ในทุกด้านกว่า 2,000 คน/ปี มากที่สุดในอาเซียนเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม แต่บุคลากรที่จบการศึกษามานั้น กลับมีคุณภาพและมาตรฐานไม่ตรงต่อความต้องการของตลาด โดยส่วนนี้สมาคมได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศไทยกว่า 20 แห่ง นำผู้ที่อยู่ในวงการมาร่วมฝึกสอนให้ความรู้ทักษะการเรียนการสอนให้ตรงต่อความต้องการของตลาด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านดิจิทัลคอนเทนต์ แอนิเมชั่นในภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย จากเดิมเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยติดอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ แต่รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายการส่งเสริมผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้มาเลเซียแซงไทยไปอย่างน่าเสียดาย

นิธิพัฒน์ บอกว่า ในโอกาสที่รัฐบาลเตรียมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรไทยให้รู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รัฐบาลไทยควรมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ให้เห็นภาพที่ชัดเจน สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะอุตสาหกรรมนี้ถือเป็นการส่งออกที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง โดยปี 2558 กลุ่มเอาต์ซอร์สมีมูลค่ากว่า 3,067 ล้านบาท และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี

ทั้งนี้ รัฐบาลแต่งตั้งเจ้าภาพการผลักดันแผนการส่งเสริมที่ชัดเจน เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้ไม่มีเจ้ากระทรวงที่ดูแลอย่างชัดเจน ซึ่งในอนาคตมองว่าควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (อีดี) เพื่อวางแผนการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน นอกจากนี้ รัฐบาลควรเปิดโครงการอบรมบุคลากรที่จบใหม่ ให้มีความรู้ความสามารถรองรับความต้องการและการเติบโตของตลาด เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฮับในอนาคต

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+