เตือนไทยเสี่ยงโดนขึ้นบัญชีเฝ้าระวังปั่นค่าเงิน
เอเอ็นแซดเตือนไทยยังเสี่ยงโดนสหรัฐขึ้นบัญชีเฝ้าระวังปั่นค่าเงิน ด้านเอดีบีคงคาดการณ์ไทยขยายตัว
เอเอ็นแซดเตือนไทยยังเสี่ยงโดนสหรัฐขึ้นบัญชีเฝ้าระวังปั่นค่าเงิน ด้านเอดีบีคงคาดการณ์ไทยขยายตัว
ธนาคารเอเอ็นแซดเตือนว่า ไทยมีความเสี่ยงโดนสหรัฐขึ้นบัญชีประเทศเฝ้าระวังปั่นค่าเงิน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า หากธนาคารแห่งประเทศไทย (บีโอที) พยายามสกัดการแข็งค่าของค่าเงินบาทที่ปรับขึ้นมาราว 4% แล้วในปีนี้ หลังทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศ 3,420 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่ต้นปี
อย่างไรก็ตามแม้ไทยปฏิเสธไม่ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา และบีโอทีระบุว่าอาจพิจารณาใช้มาตรการเพิ่มเพื่อควบคุมเงินทุนไหลเข้าในระยะสั้น หลังวางแผนปรับลดวงเงินการออกพันธบัตร เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท แต่เอเอ็นแซดมองว่าไทยยังเสี่ยงโดนขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง เนื่องจากเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังปั่นค่าเงินแล้ว 2 ข้อจาก 3 ข้อ
เอเอ็นแซด ระบุว่า ไทยเข้าข่ายหลังมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดปรับขึ้น ต่อเนื่องและมีทุนสำรองต่างประเทศเพิ่มขึ้น 5.2% อยู่ที่ 1.81 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าบีโอทีซื้อค่าเงินเหรียญสหรัฐเพื่อกดค่าเงินบาท ขณะที่ยังมียอดค้าเกินดุลกับสหรัฐอยู่ที่ระดับ 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.54 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2016 ใกล้เคียงกับเกณฑ์ของสหรัฐที่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.92 แสนล้านบาท)
"บีโอทีกังวลเรื่องค่าเงินบาทแข็ง แต่การลดวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้น อาจไม่ส่งผลใดมากนัก" คูน ก๋อ หัวหน้าหน่วยวิจัยเอเชียของเอเอ็นแซด กล่าว
ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวที่ 3.5% จากคาดการณ์ปีก่อนหน้า โดยระบุว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลจะเป็นปัจจัยหลักหนุนการขยายตัว ขณะที่การท่องเที่ยวและการบริโภคมีแนวโน้มปรับตัวแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ไทยเริ่มแผนการไทยแลนด์ 4.0 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนโฉมภาคเกษตรกรรม ปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม และยกระดับภาคบริการ แต่เอดีบีเตือนว่าไทยยังเจอความท้าทายเรื่องการพัฒนาภาคบริการ เนื่องจากยังขาดแคลนแรงงานมีทักษะ พร้อมแนะนำให้ภาครัฐพัฒนาด้านการศึกษาและการฝึกอาชีพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้นด้วย


