“พีพีโมเดล” พลิกฟื้นทะเลรับมือกับนักท่องเที่ยว
การตัดสินใจทำ “พีพีโมเดล” เพื่อพลิกฟื้นทะเลเตรียมรับมือกับนักท่องเที่ยวอีกมหาศาล
โดย...ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
การตัดสินใจทำ “พีพีโมเดล” เพื่อพลิกฟื้นทะเลเตรียมรับมือกับนักท่องเที่ยวอีกมหาศาล ผมวางยุทธศาสตร์ 2 ทัพ เริ่มจาก “ทัพหน้า” มีเจ้าหน้าที่อุทยานพีพีฯ และผู้คนบนเกาะเป็นกำลังหลัก โดยขอแรงจากเพื่อนในเฟซบุ๊กช่วยสนับสนุนช่วยป่าวประกาศ สื่อมวลชนให้ความสนใจเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง
เวลาผ่านไป 5 เดือน เราประสบความสำเร็จในหลายเรื่อง แต่แนวทาง “ประชารัฐ” ในยุคนี้จำเป็นต้องมีภาครัฐเข้ามาสนับสนุนจริงจัง มิใช่ปล่อยให้ประชาสู้ไป รัฐคอยจัดประชุมเชียร์ เคราะห์ดีที่ข่าวพีพีโมเดลเป็นกระแส ทำให้ “ทัพหลัก” เคลื่อนออกจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทัพหลักนำโดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมคณะติดตาม ทั้งท่านอธิบดีกรมอุทยานฯ ที่เพิ่งรับตำแหน่ง ตลอดจนผู้บริหารในกรมอุทยานฯ และหน่วยงานอื่นของกระทรวงฯ เราจะเดินทางไปเกาะพีพีเพื่อดูของจริงว่าเป็นอย่างไร
การดูของจริงเริ่มจากท่าน รมต.นั่งเรือลำน้อยของอุทยานฝ่าฟันคลื่นไปจนถึงอ่าวมาหยา พอถึงปุ๊บท่านแอบกระซิบกับผมว่า เราต้องมีเรือตรวจการลำใหม่โดยด่วน ไม่ใช่นำมาใช้รับส่งผู้ใหญ่ แต่เพื่อแก้ปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพราะหากยังใช้เรือลำนี้ไปรับผู้ป่วยส่งฝั่งในช่วงคลื่นลมแรง มีหวังกว่าจะถึงฝั่งคงอาการหนัก
ท่านรัฐมนตรีกับคณะขึ้นมาบนอ่าวมาหยาก่อนอึ้งไปพักใหญ่ ทำไมนักท่องเที่ยวมากมายขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ใช่ช่วงพีกด้วยซ้ำ เจ้าหน้าที่ประจำอ่าวพาท่านเดินไปดูหลายจุด ก่อนมาลงเอยเต็นท์ที่พักของเจ้าหน้าที่ ท่านถามว่าทำไมต้องอยู่เต็นท์? คำตอบ คือ บ้านพักโทรม หลังคารั่วตลอด จนต้องนอนเต็นท์และนอนมาหลายเดือนแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีเป็นทหารเติบโตมาตามสายงาน ทราบดีว่าหากทำอะไรให้สำเร็จ มันต้องเริ่มจากขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติ เจ้าหน้าที่อ่าวมาหยาเก็บเงินรายได้เข้าประเทศวันละ 1.5 ล้านบาท ทำงานตั้งแต่เช้ามืดจรดเย็นย่ำ ต้องนอนเต็นท์ทุกวัน ไม่มีแม้แต่บ้านพัก มันคงเป็นเช่นนี้ไม่ได้ ท่านจึงสั่งการให้ปรับปรุงสวัสดิการของเจ้าหน้าที่โดยด่วน
เรานั่งเรือตระเวนรอบเกาะ ผ่านบริเวณที่เคยเกิดอุบัติเหตุ ท่านถามถึงทุ่นจอดเรือและทุ่นบอกเขต เรายังไปอีกหลายที่ทั่วเกาะ เช่น เกาะพีพีดอน เกาะไม้ไผ่ ทะเลแหวก และสุสานหอย ฯลฯ ก่อนช่วยกันสรุปงานที่ต้องเร่งทำ ดังนี้ครับ
- ทุ่นจอดเรือ นับแต่วันแรกที่มีทุ่นโทรมๆ ไม่ถึง 10 ลูก ตอนนี้เรามีทุ่นลงไปแล้ว 30 ลูก และจะได้ทุ่นเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 180 ลูก ท่านอธิบดีสั่งเร่งโครงการทุ่นอุทยาน โดยรับปากว่าภายใน 2-3 เดือนนี้จะได้เห็นแน่
- เรือตรวจการ เดิมทีพีพีมีเรือ 1 ลำ ไม่พอแน่นอนสำหรับการตรวจการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น ภายใน 2-3 เดือน เราจะมีเรือเพิ่มอีกอย่างน้อย 3 ลำ และอาจได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นเพิ่มอีก
- ระบบขออนุญาตเรือ ตอนนี้เราเร่งติดสติ๊กเกอร์เรือที่ได้รับอนุญาต (เหมือนในภาพ) เพื่อให้เกิดการดูแลควบคุมอย่างเป็นระบบ
- ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว พีพีมีปัญหาอุบัติเหตุ การปรับปรุงระบบเรือขออนุญาตและเรือตรวจการน่าจะช่วยได้บางส่วน แต่ท่าน รมต.เป็นห่วงเรื่องนี้ เพราะท่านนายกฯ กำชับมา อุทยานพีพีจึงจะนำร่องโดยมีทีมงาน Rescue ทำงานเรื่องนี้โดยเฉพาะ พร้อมเรือที่สามารถฝ่าคลื่นได้ในยามฉุกเฉิน
- ระบบบำบัดน้ำเสีย บนเกาะพีพีดอนมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ระบบบำบัดน้ำเสียรองรับได้ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หากเราไม่ปรับปรุงระบบครั้งใหญ่ น้ำเสียจะลงสู่ท้องทะเลและทำลายแหล่งท่องเที่ยวสำคัญยิ่งของเรา
- สิ่งอำนวยความสะดวก ห้องน้ำที่อ่าวมาหยาและที่เกาะไผ่ได้รับการปรับปรุงแล้ว ผมพาท่าน รมต.กับท่านอธิบดีเข้าไปดู จะมีการปรับปรุงต่อเท่าที่เป็นไปได้
ภายหลังจากการลงเกาะพีพี 2 วัน 1 คืน เรากลับมาตั้งหลักที่กระบี่ เพื่อประชุมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลทั้งหมด ที่ประชุมสรุปร่วมกันว่า การจัดตั้ง “สำนักอุทยานแห่งชาติทางทะเล” มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อยกระดับการทำงานในทุกเรื่อง รวมถึงศูนย์ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางทะเลโดยเฉพาะ จากนั้นท่าน รมต.ขอให้หัวหน้าอุทยานแต่ละแห่งบอกถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อให้เกิดโครงการที่ใช้ “เงินรายได้ค่าธรรมเนียมอุทยาน” ที่คงมีไม่ต่ำกว่า 600-700 ล้านบาท (เฉพาะอุทยานทางทะเล) เข้ามากู้วิกฤตโลกสีคราม โดยต้องมีการประเมินผลในระยะเวลา 6 เดือน และประกาศให้สังคมรับทราบ
ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพียงเพื่อเกาะพีพี แต่เห็นว่านี่แหละคือตัวอย่างของ “ประชารัฐ” เมื่อคนท้องถิ่นบวกคนรักทะเลลุกขึ้นสู้ เมื่อภาครัฐให้ความสำคัญและลงมาสนับสนุนเต็มกำลัง คำว่า “ปฏิรูปแล้วได้อะไร” จะได้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อขยายผลไปในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของเมืองไทยอันเป็นที่รักของเราครับ


