โอกาสและอุปสรรคของไทย
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ในแวดวงนักวิชาการและนักการต่างประเทศต่างทุ่มความสนใจไปที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกัน หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องสนใจกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกามากมายถึงขนาดนั้น ผลการเลือกตั้งที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งจะส่งผลกระทบต่อไทยหรือไม่อย่างไร ไทยเตรียมตัวรับมืออย่างไร บางคนถึงกับมีอาการวิตกจริตเกรงว่า เรากำลังเผชิญกับผู้นำอเมริกันคนใหม่ที่มีบุคลิกแตกต่างไปจากคนที่ผ่านๆ มาผู้นำอเมริกันคนใหม่จะเอายังไงกับเรา ไทยจะถูกกดดันมากขึ้นหรือผ่อนคลายลง
สถานการณ์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะนโยบายตอนหาเสียงก็ต้องมีสีสันแบบนี้ คู่ต่อสู้ต่างงัดกลยุทธ์ทุกอย่างที่มีออกมาเพื่อให้ถูกใจประชาชน ทรัมป์ต้องพูดแบบเร้าใจอารมณ์คนดู ซึ่งบุคลิกของเขาก็เป็นคนค่อนข้างโผงผางตรงไปตรงมา แต่เวลาทำจริงจะทำแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้นเราต้องวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งว่า ทรัมป์ต้องการอะไร นโยบายของรัฐบาลทรัมป์จะส่งผลกระทบและสร้างโอกาสแก่ไทยหรือไม่อย่างไร เราจะก้าวข้ามอุปสรรคและแสวงประโยชน์ได้อย่างไร
ผู้นำอเมริกันทุกคนต้องย้ำเรื่อง “ความยิ่งใหญ่ของอเมริกา” ในการหาเสียงทรัมป์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่การทำให้อเมริกายิ่งใหญ่ของเขานั้น ทรัมป์เน้นเรื่องภายในประเทศเป็นสำคัญ เขาเล่นกับเรื่องปากท้อง ความเหลื่อมล้ำในสังคม ความรู้สึกไม่ปลอดภัยของคนอเมริกัน เช่น ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายจากกลุ่มไอเอสการคุกคามจากประเทศนิวเคลียร์ใหม่ เช่น เกาหลีเหนือ อิหร่าน คนอเมริกันรู้สึกไม่ปลอดภัยจากที่ทุกคนมีเสรีในการครอบครองและพกพาอาวุธปืน ยิงกันตายอยู่เรื่อย และที่โดนใจพ่อแม่คนอเมริกัน ที่การเลิกส่งลูกหลานของเขาไปตายในดินแดนคนอื่นโดยที่สหรัฐไม่ได้อะไรขึ้นมา
ด้านปากท้อง ทรัมป์มีแผนเรียกงานคืนให้คนอเมริกัน สร้างรายได้ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะสร้างงานได้มาก ดึงการลงทุนจากต่างประเทศ ทุ่มการลงทุนภาครัฐ ทรัมป์ต้องการลดเงินที่ไหลไปต่างประเทศส่วนหนึ่งด้วยการลดกองกำลังสหรัฐในต่างประเทศ นาโต้ ตะวันออกกลาง ทรัมป์ต้องการลดค่าใช้จ่ายในต่างประเทศ ลดเงินไหลออก ดังนั้นสหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต้องร่วมจ่ายมากขึ้น บริษัทอเมริกาที่ไปลงทุนในต่างประเทศอาจต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเขาต้องการดึงเงินกลับมาสู่อเมริกาทั้งภาครัฐและเอกชน
ทรัมป์มีนโยบายลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างประเทศที่ทำให้อเมริกาเสียเปรียบ เช่น ค่าเงินหยวนอ่อน สินค้าจีนราคาถูก ทำให้สหรัฐขาดดุลการค้ามหาศาล ส่งออกได้น้อยลงกระทบต่อการสร้างงานภายในประเทศ เขามองว่า นาฟตา ทีพีพี สหรัฐเสียมากกว่าได้ต้องเจรจาทบทวนกันใหม่
ทรัมป์ใช้นโยบายด้านความมั่นคงมาสร้างงาน ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านไซเบอร์ การสร้างท่อน้ำมัน การขนส่งด้านพลังงาน อุตสาหกรรมทางทหาร การผลิตเครื่องบินรบ เรือรบ มากขึ้น พัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธ เหล่านี้จะสร้างการจ้างงานในอุตสาหกรรมอาวุธ เพิ่มบุคลากรทางทหารเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง
เมื่อสร้างงานก็ต้องลดการแข่งขันจากแรงงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะส่งกลับและป้องกันการลักลอบเข้ามาของผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวเม็กซิกัน เพื่อเอางานมาให้คนอเมริกันทำและไม่รับผู้อพยพเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อไม่มาแย่งงานคนอเมริกัน เขามองว่านโยบายของฮิลลารี คลินตัน ที่จะรับผู้อพยพชาวซีเรียเพิ่มอีกแสนคนนั้น อเมริกาไม่ได้อะไร
ดูเหมือนว่าทรัมป์จะให้ความสำคัญเรื่องกิจการระหว่างประเทศน้อยลง การให้เงินอุดหนุนน้อยลง ให้ความสำคัญต่อประเด็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนน้อยลง แต่จะให้ความสำคัญต่อการเจรจาทวิภาคีมากขึ้น ข้อตกลงที่มีอยู่ปัจจุบัน ทั้งพหุภาคีและทวิภาคี หากทรัมป์เห็นว่าไม่ยุติธรรมสำหรับอเมริกาต้องเจรจากันใหม่ ภายใต้นโยบายของทรัมป์ประเทศอื่นโดยเฉพาะพันธมิตรเก่า เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น ต้องออกแรงและออกเงินเพิ่มขึ้น
การที่ทรัมป์ชนะครั้งนี้เพราะเสนอนโยบายโดนใจประชาชนมากกว่าฮิลลารี โดยเขาเล่นกับปัญหาปากท้อง ความปลอดภัยของคนอเมริกันเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ในขณะที่ฮิลลารีไปเน้นเรื่องต่างประเทศจากคนที่ไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อนทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เขาได้เสียงป๊อปปูลาร์โหวตจากประชาชนสูสีชนิดหายใจรดต้นคำฮิลลารี แต่กวาดคะแนนที่ทำให้เขาชนะฮิลลารีแบบทิ้งหายห่วง แสดงว่าทรัมป์ไม่ใช่ธรรมดา
ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้เปิดโอกาสให้รัฐบาลทรัมป์ปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศ และความต้องการของคนอเมริกันมากขึ้น ที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ค่อนข้างสับสนกับนโยบายต่างประเทศระยะสั้นของสหรัฐที่ไปวุ่นวายในตะวันออกกลาง เอเชีย ยุโรป ทีมงานของทรัมป์ต้องปรับความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียในการกำหนดเสถียรภาพและสันติภาพของโลกด้วยการเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันการก่อการร้ายระหว่างประเทศจะเป็นการทดสอบรัฐบาลทรัมป์ว่าจะใจเย็นขนาดไหน
เมื่อรัฐบาลทรัมป์เน้นเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาหากท้อง การสร้างงานในประเทศ ยุทธศาสตร์ของไทยต่อรัฐบาลทรัมป์ก็น่าจะเป็นไปในรูปแบบของการเสนอผลประโยชน์ของไทยที่เป็นรูปธรรมให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของอเมริกันให้ได้ โดยต้องพูดถึงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทำให้ไทยไปอยู่ใน “ซัพพลายเชน” ของอเมริกา ไทยสามารถแสดงบทบาทในการเชื่อมโยงจีน เอเชียตะวันออก และอาเซียนมาสู่อเมริกา ไทยพร้อมจะร่วมมือกับอเมริกาในการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนอเมริกันกลัวเป็นการพึ่งพากันและกัน
ไทยคงถูกกดดันเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน น้อยลงกว่าสมัยโอบามา-ฮิลลารี เพราะทรัมป์ไม่ถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจะทำให้ไทยหายใจได้คล่องขึ้น อย่างไรก็ดี เวลานี้คนอเมริกันคงพูดถึงประชาธิปไตยแบบอเมริกันไม่ได้เต็มปากนัก หากประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้มีโอกาสพบกับนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทย สองคนน่าจะคุยกันถูกคอเพราะมีลักษณะเป็นคนเปิดเผย พูดตรงไปตรงมา จริงใจคล้ายๆ กัน
นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลกใน 4-8 ปีข้างหน้า ถ้าเราเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ทัน เราก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “เราบังคับลมฟ้าอากาศไม่ได้ แต่เราสามารถปรับหางเสือเรือได้”
ภาพ....เอเอฟพี


