posttoday

‘ป่าไม้’ มือที่มองไม่เห็นของเมกะโปรเจกต์ยุคโบราณ

31 ตุลาคม 2559

“คำสาปตึกสูงที่สุด” (Curse of tallest building) คือปรากฏการณ์ประหลาดที่หลังจากมีการสร้างตึกที่สูงที่สุดในประเทศ

โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์

“คำสาปตึกสูงที่สุด” (Curse of tallest building) คือปรากฏการณ์ประหลาดที่หลังจากมีการสร้างตึกที่สูงที่สุดในประเทศหรือในเมืองเกิดขึ้นครั้งใด เศรษฐกิจมักจะกระชากตัวสวนทางในไม่นาน

เมื่อตึก Chrysler และ ตึก Empire State สร้างเสร็จก็เป็นช่วง Great Depression ทันที Petronas Towers และใบหยก 2 จบด้วยวิกฤตต้มยำกุ้ง นี่ยังมี Taipei 101 กับเศรษฐกิจที่ขยับหนีไต้หวัน กับ Shanghai Tower ที่พ่วงมาด้วยดัชนีตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ดิ่งเป็นประวัติการณ์

สำหรับคำสาปนี้ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ มีผู้คนอธิบายทฤษฎีไว้บ้าง แต่ก็ซับซ้อนด้วยหลายปัจจัย แต่ดูเหมือนว่าเมกะโปรเจกต์ยุคโบราณก็มีคำสาปไม่ต่างกัน

แต่อาจมีคำอธิบายที่ซับซ้อนน้อยกว่า

สิ่งที่ทำให้สภาวะบ้านเมืองพังหลังเมกะโปรเจกต์ยุคโบราณที่เห็นได้ชัดเป็นอย่างแรก คือ แรงงานที่หายไปจากสังคม ประชากรที่ถูกเกณฑ์รวมถึงครอบครัวที่ต้องสูญเสียกำลังที่ควรจะได้มาหล่อเลี้ยงหน่วยย่อย กลายเป็นความสูญเสียทั้งทางวัตถุและเป็นความทุกข์ที่เห็นได้โดยตรงผ่านตัวอักษรที่คร่ำครวญในหน้าบันทึกประวัติศาสตร์ หลายครั้งก่อให้เกิดการลุกฮือต่อต้านฝ่ายปกครองโดยตรง

แต่ผลกระทบอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีบันทึกไว้คือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

โปรเจกต์ใหญ่ย่อมต้องใช้ทรัพยากร ธรรมชาติจำนวนมากรองรับ ทรัพยากร ธรรมชาติที่สำคัญในยุคโบราณอย่างหนึ่งก็คือป่าไม้

ภาพกำแพงเมืองจีน ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดจากนักเดินทางยุคบุกเบิกหรือจากภาพถ่ายยุคแรก จะเห็นชัดว่าพื้นที่บริเวณแนวกำแพงนั้นแห้งแล้ง ไร้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งนั่นไม่น่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศดั้งเดิม แต่น่าจะเป็นสภาพธรรมชาติที่ยังไม่ฟื้นคืนจากการก่อสร้างซ่อมแซมกำแพงยักษ์

ระบบการขนส่งก่อนยุคที่ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำได้สำเร็จ ล้วนด้อยประสิทธิภาพในการขนส่งทางไกล เสบียงที่ขนส่งส่วนหนึ่งจะหมดไปกับแรงงานกองคาราวาน (ทั้งคนและสัตว์พาหนะ) ไปด้วยเสมอ ยิ่งไกลยิ่งใช้เวลานาน ยิ่งนานเสบียงอาหารที่จะเหลือส่งถึงเป้าหมายก็ยิ่งน้อย โดยเฉพาะในทางกันดาร

การระดมแรงงานครั้งใหญ่จึงจำเป็นต้องหาแหล่งน้ำแหล่งอาหารในบริเวณนั้น รวมถึงฟืนไฟ ก็ย่อมมาจากต้นไม้และป่าใกล้ๆ นั่นเอง

การก่อสร้างแต่ละครั้งจึงต้องผลาญทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ใกล้เคียง (เป็นอย่างน้อย) อยู่เสมอ

ศักยภาพในการรองรับแรงงานจำนวนมากอย่างฉับพลันจึงขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ในท้องที่ กำแพงเมืองจีนส่วนใหญ่สร้างขึ้นในเขตทุรกันดารเป็นทุนเดิม และด้วยสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง รองรับคนได้น้อย จึงไม่แปลกที่จะมีนักวิเคราะห์ประเมินไว้ว่า ขณะที่ก่อสร้างกำแพงเมืองจีนในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ บางพื้นที่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแนวกำแพงมีค่าครองชีพสูงขึ้นมากกว่า 100 เท่าตัว

ตัวเลขนี้ไม่ซับซ้อน เพราะมีเหตุมาจากเชื้อเพลิงและอาหารหายากอย่างเฉียบพลัน เป็นตัวเลขจากเหตุผลง่ายๆ ไม่ต่างจากยุคนี้

ที่สำคัญคือหลังโครงการเสร็จสิ้น ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในแถบนั้นยังต้องทนทุกข์ในระยะยาวจากการสูญเสียป่าสูญเสียหน้าดิน ต้นน้ำ และแหล่งอาหารสำรองไปอีกนาน

แม้สภาพรอบกำแพงเมืองจีนในภาพถ่ายโบราณไม่ได้เกิดจากการก่อสร้างสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้เมื่อ 2,200 ปีที่แล้ว แต่การซ่อมแซมกำแพงครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่แล้ว ย่อมทำให้เกิดสภาวะใกล้เคียงกัน และด้วยสภาวะแวดล้อมที่ฟื้นตัวยาก บริเวณรอบกำแพงเมืองจีนจึงคงเป็นเขาหัวโล้นเรื่อยมา (จนไม่กี่สิบปีให้หลัง จีนจึงค่อยมีการรณรงค์ปลูกต้นไม้บริเวณแนวกำแพงเมืองจีนอย่างจริงจัง)

ป่าไม้ผูกเข้ากับความมั่นคงทางด้านอาหารอย่างแยกไม่ออก ป่าไม้เป็นแหล่งต้นน้ำ เป็นแหล่งปุ๋ยธรรมชาติ เป็นเกราะป้องกันหน้าดินจากลมและน้ำ เป็นแหล่งอาหารเสริมและอาหารสำรอง (จากสัตว์ป่าและพืชผักผลไม้ที่ไม่ได้ถูกนำมาเพาะปลูก)

นอกจากนั้น ในยุคโบราณ ป่าไม้ยังมีความสำคัญโดยตรงทั้งในแง่เป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำหรับการปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่น และที่อยู่อาศัย อาวุธทหารก็มีไม้เป็นส่วนประกอบ นอกจากนั้นการผลิตเหล็ก เครื่องปั้นดินเผา กระเบื้อง หรือแม้กระทั่งการต้มเกลือก็ต้องใช้ความร้อนจากไม้ฟืนในกระบวนการผลิต

ที่ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1582 ฮิเดโยชิ ไดเมียว ผู้สยบแผ่นดินญี่ปุ่นต้องการสร้างปราสาทเป็นอนุสรณ์สถานความยิ่งใหญ่ของตนเอง จึงเกณฑ์ไม้แปรรูปนำเข้าจากทั่วญี่ปุ่น ประเมินว่าปราสาท 3 หลังที่ฮิเดโยชิสั่งสร้าง ต้องใช้ไม้จากพื้นที่ป่าไม้ถึง 10 ตารางไมล์ (ประมาณ 16,180 ไร่)

ผนวกกับภาวะสันติสุขของญี่ปุ่น ทำให้จำนวนประชากรญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการไม้มาสร้างบ้านสร้างเมืองเพิ่มขึ้นสูง ไดเมียวคนอื่นต่างก็ระดมสร้างปราสาทหรูของตนบ้าง ทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างฮวบฮาบ

ญี่ปุ่นในยุคต่อมาจึงเกิดวิกฤตหน้าดินถูกชะล้าง แม่น้ำกัดเซาะริมตลิ่ง อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์หาได้ยากขึ้นไฟป่าเกิดง่ายและสร้างความเสียหายมากกว่าก่อน รวมถึงอาหารสำรองที่เคยมีป่าไม้เป็นแหล่งสะสมก็หมดไป

ทางสังคม เกิดข้อพิพาทเรื่องการใช้ไม้แต่ละหมู่บ้าน และข้อพิพาทระหว่างหมู่บ้านกับไดเมียว ทางสิ่งแวดล้อม เกิดความแห้งและอดอยากหลายระลอก หากนักรัฐศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ย้อนเวลาไปในยุคนั้นได้ จะต้องเดาว่าอีกไม่นานญี่ปุ่นจะต้องล่มสลาย

ยังดีที่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ในยุคโตกุกาวา ฝ่ายปกครองไหวตัวทัน เกิดการจัดระเบียบป่าไม้และทรัพยากรกันยกใหญ่ เช่น จำกัดปริมาณการใช้ไม้ของประชาชนและผู้คนแต่ละชนชั้นอย่างเข้มงวด สร้างระบบป่าปลูก ผ่อนคลายวิกฤตอาหารด้วยการนำเข้าอาหารที่เป็นสัตว์ป่าและอาหารทะเลจากชาวไอนุในเกาะฮอกไกโด (ตอนนั้นเกาะฮอกไกโดยังไม่รวมอยู่ในญี่ปุ่น) เป็นต้น

แน่นอนญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคฟื้นฟูป่าไม้ด้วยจุดสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งการสร้างอนุสรณ์สถานใหญ่โต

โชคดีที่สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของญี่ปุ่นทำให้ป่าไม้ฟื้นคืนได้รวดเร็ว ญี่ปุ่นยังมีแหล่งอาหารสำรองจากทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และด้วยการจัดการของฝ่ายปกครองที่เด็ดขาดและเป็นหนึ่งเดียวของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นจึงรอดพ้นการล่มสลายมาได้

(สุดท้ายชาวไอนุกลายเป็นผู้สูญเสียความสามารถในการพึ่งพิงตนเองไปแทน เนื่องจากปริมาณปลาและกวางลดน้อยลงเพราะขายให้กับญี่ปุ่น-จึงควรระวังว่าสถานการณ์บ้านเราอาจไม่ต่างกับบ้านไอนุยุคนั้น)

วิกฤตป่าไม้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ได้หมายถึงแค่ฟ้าใส โลกสวยด้วยทุ่งลาเวนเดอร์ แต่หมายถึงความมั่นคงทางด้านอาหาร และความมั่นคงของชาติ

ในหลายๆ อารยธรรมโบราณทั่วโลก วิกฤตป่าไม้ส่งผลรุนแรงมากถึงขั้นแทบสิ้นอารยธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นเอกเทศจากอารยธรรมอื่น เช่น เกาะอีสเตอร์ หรือบางชนเผ่าในอารยธรรมมายา ความรุ่งเรืองอาจหายสาบสูญฉับพลันหลังกระแสก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ และจุดจบก็ไม่สวยงามเอาซะเลย เช่น ผู้คนอดอยากจนนำไปสู่สงครามฆ่าล้างกันเอง หรือถึงขั้นคนกินคน

ทั้งหมดมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมอย่างไม่ต้องสงสัย

แทนคำอธิบายปรากฏการณ์หน้าดินลมถูกกัดเซาะ ปุ๋ยธรรมชาติหมดไป หรือป่าต้นน้ำสูญหาย ในบันทึกประวัติศาสตร์ยุคโบราณจะเขียนแทนที่ด้วยคำว่า ฟ้าดินวิปริตแปรปรวน เกิดทุพภิกขภัย ประชาชนอดอยากยากแค้น ฟ้าถอนอาณัติสวรรค์

ซึ่งแท้จริงแล้ว ป่าไม้คือมือที่มองไม่เห็นในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งในผู้กำหนดชะตาของแผ่นดินทุกอารยธรรมนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

พาณิชย์รับมะพร้าวน้ำหอม 200,000 ลูก เปิด 20 จุดกระจายทั่ว กทม.–ปริมณฑล