กฤชวรุณ โรหิตเสถียร (หนึ่งใน) คนไทยรักในหลวง
ในวันที่คนไทยกำลังเผชิญกับเรื่องหม่นเศร้านับจากวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
โดย...นกขุนทอง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน/แฟนเพจคนไทยรักในหลวง
ในวันที่คนไทยกำลังเผชิญกับเรื่องหม่นเศร้านับจากวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร หากแต่คนไทยก็ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว และใจดวงเดียวนั้นคือ “คนไทยรักในหลวง”
กฤชวรุณ โรหิตเสถียร คือหนึ่งในคนไทยรักในหลวง และเธอคือแอดมินผู้สร้างแฟนเพจชื่อ “คนไทยรักในหลวง-The King of Thailand” มียอดกดถูกใจเพจถึง 1,458,877 คน (ณ 21 ต.ค. 2559) สร้างขึ้นเมื่อปี 2553 โดยเพจนี้เน้นโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์หายาก ในพระอิริยาบถที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงพระฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์
รูปที่มีทุกบ้าน
ในวัยเด็กทุกคนอาจเคยผ่านการสะสมของสำคัญ ของที่ชอบ ของรักของหวง ซึ่งคงแตกต่างกันไป แต่สำหรับกฤชวรุณ ของสะสมของเธอคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เริ่มจากพระบรมฉายาลักษณ์เก่าในบ้านที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น พระบรมฉายาลักษณ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารที่คุณพ่อคุณแม่ซื้ออ่าน
ครั้นโตพอซื้อหนังสือเองและสามารถค้นคว้าหาพระบรมฉายาลักษณ์เก่าๆ ได้เอง ก็หามาสะสมไว้ในคลังของรักของหวงได้ จากภาพจำนวนสิบ ก็ทวีขึ้นเป็นร้อย ภายในระยะเวลาสะสมเฉียด 20 ปี
ยุคที่เฟซบุ๊กเฟื่องฟูและผู้คนบนแผ่นดินไทยถูกโยงใยด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์ก กฤชวรุณจึงอยากแบ่งปันความสุข รอยยิ้ม ความรู้สึกอันพิเศษที่เธอได้รับยามจ้องมองพระบรมฉายาลักษณ์ จึงได้สร้างเพจ “คนไทยรักในหลวง” ขึ้น
“มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงเยอะมาก ทั้งเป็นภาพๆ และไฟล์เซฟเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ หาจากที่ต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่เผยแพร่ หรือพระบรมฉายาลักษณ์ในหนังสือพิมพ์เก่าๆ ก็ดูเรื่องลิขสิทธิ์ด้วยก่อนจะเผยแพร่ ตอนแรกตั้งใจแบ่งปันกันดูในกลุ่มเพื่อนๆ เพราะบางพระบรมฉายาลักษณ์ยังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เพื่อนๆ ชอบเขาก็กดแชร์ต่อๆ กันไป ตอนแรกมีคนกดถูกใจ 300 คน จนมีคนอื่นเข้ามากดถูกใจจำนวนมาก ภายใน 3 ปีแรกที่สร้างเพจขึ้นมา มีจำนวนกดไลค์ถึงล้านคน”
พระบรมฉายาลักษณ์มีจำนวนมาก ทว่ากฤชวรุณให้ความสนใจไปที่พระอิริยาบถของท่าน “ในเพจไม่ค่อยมีรูปพระองค์กับพระราชกรณียกิจสักเท่าไร เพราะจุดประสงค์แรกที่สะสม เนื่องจากชอบดูพระอิริยาบถของท่าน ท่านทรงทำอะไรบ้าง พระราชกรณียกิจเห็นบ่อยแล้ว เราอยากเห็นในหลวงในเวอร์ชั่นอื่นๆ เช่น ทรงพักผ่อนอิิริยาบถกับครอบครัว พระองค์ท่านทรงทำกิจกรรมอะไร
ในชีวิตไม่เคยเจอในหลวงเลย พระบรมฉายาลักษณ์แรกที่ชอบมาก คุณพ่อให้ดูคือรูปในหลวงทรงสกี เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหนังสือเล่มแรกที่ได้เห็น ชื่อหนังสือ ร่มเกล้าชาวไทย พิมพ์ปี 2530 จากนั้นก็พยายามหาพระบรมฉายาลักษณ์อื่นๆ พอเราเอาโพสต์ลงในเพจบางคนไม่เคยเห็นภาพบางภาพ เช่น ในหลวงทรงสกี ในหลวงทรงพระสรวล ไม่เคยเห็นท่านไปเที่ยว ส่วนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ชอบพิเศษ ซึ่งจริงๆ ก็ชอบหมด คือ ชอบเวลาในหลวงทรงแย้มพระสรวลหรือเวลาประทับคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ชอบสายพระเนตรของพระองค์เวลาทอดพระเนตรพระราชินี คือดูแล้วรู้สึกพระองค์ทรงทำหลายอย่างที่มากกว่าผู้ชายคนหนึ่งทำ”
เมื่อจำนวนคนกดถูกใจมากขึ้น กลายเป็นกลุ่มคนรักในหลวงขนาดใหญ่ จากพระบรมฉายาลักษณ์ที่มาจากแอดมินฝ่ายเดียว ก็เริ่มมีลูกเพจส่งมาให้ หลายคนก็หลายภาพ ยิ่งหลายคนก็ยิ่งมีความหลากหลาย บางคนอยู่ต่างประเทศเจอพระบรมฉายาลักษณ์ในหนังสือเก่าก็ส่งมาให้ แอดมินมีหน้าที่คัดกรองว่าภาพละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใดหรือไม่ และภาพซ้ำกับที่เคยลงแล้วหรือยัง หากแต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นบ่งบอกถึงพลังแห่งความรักของทุกคนที่อยู่คนละหนแห่งส่งมาเพื่อให้พื้นที่นี้เป็นตัวแทนบอกรักในหลวง
ที่ผ่านมามีคนเข้ามาดูเพจประมาณ 3-4 แสนคน/วัน กฤชวรุณจะโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์ประมาณวันละ 2-4 ภาพ ยอดกดไลค์ต่อรูปอยู่ที่หลักหมื่น แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต นอกจากจะโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์แล้ว ยังมีการนำลิงค์ข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ ในห้วงเวลานี้มียอดกดไลค์ 10 ล้านคน/วัน มากกว่าจำนวนสมาชิกในเพจเสียอีก
ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่กฤชวรุณยังยืนยันทำเพจคนไทยรักในหลวงต่อไป
“ในชีวิตไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว ลูกเพจแทบไม่รู้เลยว่าแอดมินเป็นใคร ทำไมมีรูปในหลวงเยอะขนาดนี้ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความรักของเรา คงพูดไม่ได้ว่าภูมิใจขนาดไหน แต่เป็นที่สุดของเราแล้ว มากกว่า 6 ปีที่ทำเพจ ภูมิใจมากที่ได้เผยแพร่พระบรมฉายาลักษณ์หาดูยากให้เด็กรุ่นใหม่ได้เห็น ที่ทำไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทน ทำอะไรก็ได้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงิน และตั้งแต่ทำเพจเราได้รู้เรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากขึ้น มีหลายมุมที่ไม่เคยเห็น ท่านทรงชอบกีฬาอะไร ทรงเลี้ยงสัตว์อะไร
หลังจากนี้เพจก็ยังทำต่อไป ด้วยความที่พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงยังมีอีกเยอะ และตราบใดที่ราชวงศ์จักรียังมีก็จะทำไปเรื่อยๆ ขอเป็นอีกคนหนึ่งที่คอยเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับพระราชสำนัก”
ซึบซับความจงรักภักดีสืบสกุล
หากถามว่าทำไมถึงรักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คำตอบเดียวคงไม่พอจำกัดความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ได้ เพราะมากมายเหตุผลเหลือเกินที่กฤชวรุณพรั่งพรูออกมา และหนึ่งในนั้น ก็คือการซึมซับความรักที่ครอบครัวปลูกฝั่งกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เพราะบรรพบุรุษรับใช้ราชวงศ์จักรีมาหลายรุ่น กฤชวรุณสามารถซึมซับความรักที่มีต่อพระองค์ท่านได้เองแม้จะปราศจากคำสั่งสอนใดๆ
“ครอบครัวเราผูกพันกับราชวงศ์อยู่แล้ว คุณปู่ทวด พระยาดัษกรปลาศ (ทองอยู่ โรหิตเสถียร) เป็นองครักษ์ในรัชกาลที่ 5 แล้วตอนหลังพี่น้องของปู่ทวดหลายๆ คนก็รับราชการเป็นขุนนาง พอถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ได้พระราชทานนามสกุล โรหิตเสถียร
ที่บ้านเราไม่เคยต้องบอก ต้องปลูกฝังว่า ต้องรักพระองค์ท่าน หรือจะต้องรักยังไง แต่บรรพบุรุษของเรารับใช้ราชวงศ์มา ความจงรักภักดีเป็นเรื่องที่เล่าสู่กันเรื่อยมา แล้วเราก็ซึมซับเอง เช่น รุ่นคุณปู่ทวดเคยปราบเงี้ยว แล้วบรรพบุรุษเรามีย่าทวด 2 ท่านที่เป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ 4 (เจ้าจอมศิลา และเจ้าจอมแปลก) เป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่าบรรพบุรุษของเราผูกพันกับราชวงศ์จักรี
พอถึงรุ่นคุณพ่อที่เกิดทันเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่ในหลวงรับสั่งให้มหาดเล็กช่วยนิสิตนักศึกษาฝูงชนเข้ามาหลบภัยอยู่ในพระราชวังสวนจิตรลดา และคุณพ่อก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งเราปลาบปลื้มมากที่ได้ใช้นามสกุลโรหิตเสถียร เพราะบรรพบุรุษต้องทำงานหนักแค่ไหนถึงได้รับพระราชทานนามสกุล”
ถ่ายทอดความดีของพ่อผ่านตัวอักษร
นอกจากเป็นแอดมินเพจคนไทยรักในหลวง กฤชวรุณยังเป็นนักเขียนนวนิยาย และมีโอกาสได้เป็นหนึ่งในนักเขียนนวนิยายนิยายชุดเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 “แผ่นดินแห่งรัก” ของสำนักพิมพ์มายดรีม ในเครือสถาพรบุ๊คส์ ที่ดำเนินเรื่องโดยใช้ฉากหลังช่วงต้นแผ่นดินรัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จวบจนวาระมหามงคลที่ครองราชย์ครบ 60 ปี ร้อยเรียงกันไปตามลำดับเวลา ตั้งแต่พุทธศักราช 2489-2549 ผ่านนวนิยาย 4 เล่ม โดยเรื่องที่เธอเขียนชื่อ “รอยรักในดวงใจ” เป็นเล่มสุดท้าย ใช้นามปากกาว่า “รมย์นลิน”
จุดเด่นของนวนิยายเรื่อง รอยรักในดวงใจ สะท้อนความเป็นไทยผ่านทางการกระทำของตัวละคร ที่มีความรู้ในการทำอาหารไทย เย็บปักถักร้อย และอีกสารพัดวิชา ทั้งยังชี้ให้เห็นคุณค่าของโครงการตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ของในหลวง ที่ทำให้พสกนิกรมีผลผลิตไว้กินใช้ตลอดปี และเน้นให้เห็นความสุขของการอยู่อย่างพอเพียง ซึ่งเกี่ยวพันกับการกระทำของพระเอก ที่บูชาวัตถุทางกายและปรารถนาแต่เงิน จวบจนพบกับนางเอกเขาจึงได้เห็นคุณค่าของการทำดี และก่อเกิดเป็นความรักที่ค่อยๆ ซึมลึกในจิตใจ
“ตามช่วงปีที่เขียน ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระชนมพรรษามากขึ้น ไม่ค่อยได้เสด็จฯ ไปไหนมาก จึงเลือกเขียนในมุมที่นางเอกได้รับการปลูกฝังจากพ่อแม่ในความจงรักภักดี พ่อแม่เล่าให้ฟังว่าในหลวงทรงทำอะไรบ้าง แล้วเรื่องนี้ทำให้พระเอกเข้าใจถึงการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ความพอเพียงไม่ใช่ปลูกผักกิน แต่เราอยู่ได้โดยไม่ต้องเบียดเบียนคนอื่น ทำให้พระเอกตระหนักได้ว่า สิ่งที่เขาทำ เขาอยากได้ มันเบียดเบียนคนอื่น ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เดือดร้อน แต่เพราะความโลภ ความไม่พอ ในเรื่องสอดแทรกคำสอนจากพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส แต่ไม่ได้ยกมาทั้งประโยค เรานำแนวความคิดมาสอดแทรกเข้ามา แต่มีในบทสุดท้ายได้อัญเชิญพระราชดำรัสของในหลวง ในวันสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม มาใส่ไว้”
กฤชวรุณ เล่าย้อนความรู้สึกที่ได้ถูกเลือกเป็นหนึ่งในนักเขียนว่า ภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในนักเขียนโครงการนี้ “ดีใจมากที่ได้รับความเมตตาจากบรรณาธิการ (การบูร สุขวิไลธารา) ที่เลือกเรา เพราะตอนนั้นอายุน้อยสุด (28 ปี) ตอนเขียนอ่านหนังสือหลายเรื่องมาก ค้นคว้าศึกษาพระราชกรณียกิจมีอะไร พระบรมราโชวาทมีอะไร ช่วงยุคที่เราเขียนในหลวงทรงทำอะไรบ้าง
ตอนเขียนอินมาก เพราะเราทำเพจอยู่แล้ว คือเวลาเขียนไม่รู้จะเล่ายังไง ก็เอาพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์มาดู ดูแล้วได้พลังไปเขียนต่อ”
ในหน้าสุดท้ายของหนังสือ รอยรักในดวงใจ กฤชวรุณ ได้ประพันธ์บทกวีไว้...


