posttoday

มหกรรมหนังสือ ลมหายใจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์

13 ตุลาคม 2559

นาทีทองของสำนักพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์ระดับมหาชน ไล่ลงมาจนถึงขนาดเล็กทำกันในครัวเรือน

โดย...กขุนทอง

นาทีทองของสำนักพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์ระดับมหาชน ไล่ลงมาจนถึงขนาดเล็กทำกันในครัวเรือน  เมื่องานมหกรรมหนังสือระดับชาติ (Book Expo Thailand) เวียนมาอีกครั้ง ในสภาวะที่อุตสาหกรรมหนังสือเจอมรสุม ยอดขายตกต่ำ หนังสือค้างสต๊อก สำนักพิมพ์หลายแห่งเริ่มสั่นคลอน ซ้ำยังเจอพิษค่าจัดจำหน่ายที่พุ่งเอาๆ จากสายส่งรายใหญ่ขอขึ้น “ค่าจัดจำหน่าย” จาก 40% มาเป็น 42% และล่าสุดก็คือ 45% จริงอยู่ที่ส่วนนี้เป็นเงินถ้าหนังสือขายได้ก็จะหักเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวไป ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่หัก แต่ก็ถือว่าเยอะมากสำหรับสำนักพิมพ์ในสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งพิษเศรษฐกิจและจำนวนคนอ่านหนังสือที่ลดลง โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ขนาดเล็กๆ เหมือนถูกสายฟ้าฟาดกลางลำเรือ

การจะส่งหนังสือสักเล่มไปขายในพื้นที่ร้านหนังสือขนาดใหญ่ และส่งไปใกล้มือผู้อ่านในทุกภูมิภาคจึงไม่ใช่ทางเลือกเดียว แม้มันจะมีทางเลือกที่ส่งผลต่อยอดจำหน่าย หากแต่เมื่อต้นทุนสูงจุดคุ้มทุนไม่คุ้มค่า การมองหาช่องทางส่งหนังสือไปถึงผู้อ่านจึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน (ช่วยสำนักพิมพ์) ขายเองในพื้นที่ของนักเขียน สำนักพิมพ์ขนาดเล็กเปิดรับการจองและจำหน่ายทางหน้าเว็บไซต์ เป็นอาทิ

แต่ไม่ลืมว่างานมหกรรมหนังสือ คือ “นาทีทอง” ที่ทุกสำนักพิมพ์รอปล่อยของ หนังสือใหม่หลายเรื่องรอเปิดตัวในงาน และหลายเรื่องเร่งผลิตให้ทันวางจำหน่ายในงาน หวังยอดขายกันแบบให้รู้ดำรู้แดงก็จากงานนี้ละ

มหกรรมหนังสือ ลมหายใจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์

 

กลไก(จำหน่าย)สำนักพิมพ์เล็ก

หนังสือขายไม่ได้ แม้จากผลสำรวจคนยังนิยมอ่านหนังสือจากกระดาษเป็นเล่มมากกว่าอี-บุ๊กก็ตาม ธุรกิจสิ่งพิมพ์ซบเซาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนทั่วไปหันไปใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น และแม้ว่าในงานมหกรรมหนังสือจะมีหนังสือใหม่ๆ ออกมาให้เลือกอ่าน แต่บางสำนักพิมพ์ก็จำเป็นต้องโละของเก่าออกให้หมดก่อน ชะลอผลิตผลงานใหม่ เพราะถ้ายังแบกภาระสต๊อกที่ค้างอยู่ การผลิตผลงานใหม่ออกมาก็พลอยซ้ำเจ็บตัว ยิ่งสำนักพิมพ์เล็กๆ จำเป็นต้องมีการปรับตัวสำหรับงานใหญ่              

สำหรับสำนักพิมพ์เล็กในงานมหกรรมหนังสือครั้งนี้ หลายแห่งพยายามออกหนังสือให้ได้ตามเป้าที่โฆษณาล่วงหน้าไว้ เพราะสามารถกำหนดยอดพิมพ์ได้คร่าวๆ โดยวัดจากกระแสในเพจเฟซบุ๊ก การพรีออร์เดอร์ และกลุ่มคนอ่านที่เป็นฐานลูกค้าประจำ ซึ่งเหตุผลที่ต้องออกหนังสือให้ได้ตามเป้า เพราะทางสำนักพิมพ์ได้รู้ดีมานด์ในระดับหนึ่ง ดังนั้นจึงสามารถหลีกเลี่ยงการพิมพ์ล้นตลาดและเพิ่มภาระสต๊อกได้

สำนักพิมพ์เล็กแทบทุกสำนักพิมพ์คล้ายกันหมด คือออกหนังสือหลายปกพร้อมๆ กันไม่ได้ เนื่องจากต้องใช้ต้นทุนสูง สิ่งที่ทำได้คือเลือกออกหนังสือใหม่น้อยลง และเน้นหนังสือที่เป็นแนวตลาด คาดว่าจะขายได้มากกว่าเล่มอื่นๆ ที่มีอยู่ (ซึ่งก็ต้องวัดดวงอีกเช่นกัน)

การทำการตลาดโดย “โปรโมชั่น” เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จำเป็น และคนที่มาจับจ่ายในงานมหกรรมหนังสือก็คาดหวังว่าจะได้ซื้อหนังสือราคาต่ำกว่าร้านหนังสือและในแฟนเพจ แต่อย่างไรก็ตามจะไม่เป็นการเฉือนเนื้อตัวเอง ถึงจะเน้นการทำโปรโมชั่นในงาน แต่ไม่ใช่โปรโมชั่น “แจก” เพราะในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือการจ่ายเงินให้คุ้มค่ามากกว่า ซึ่งปกติทางสำนักพิมพ์ก็จะมีการจัดกิจกรรมอยู่เนืองๆ มีการลดราคาอยู่แล้ว นี่ก็เป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อเพิ่ม ด้วยการซื้อสองเล่มลดเพิ่ม กดไลค์แฟนเพจแล้วลดเพิ่ม หรือเล่มที่เป็นนวนิยาย มูฟวี่ ไทอิน ก็จะมีการกระตุ้นในส่วนของการซื้อหนังสือแล้วได้ลุ้นตั๋วชมภาพยนตร์ เป็นต้น

มหกรรมหนังสือ ลมหายใจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์

 

เจ้าของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กแห่งหนึ่ง (ไม่เปิดเผยนาม) ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับงานมหกรรมหนังสือว่า ดีในแง่ของการได้เงินสด เพื่อมาเป็นทุนหมุนเวียน “เพราะสำนักพิมพ์ขนาดเล็กสายป่านไม่ได้ยาวมาก การที่ได้ออกงานขายสดครั้งใหญ่ปีละ 2 ครั้ง ช่วยได้ในแง่ของการได้ทุนหมุนเวียนในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเราสามารถนำทุนก้อนนี้ไปต่อยอดอีกได้

นอกจากนี้ การพบปะกับลูกค้าโดยตรงยังทำให้เรารู้ฟีดแบ็ก และทิศทางที่จะพัฒนาแนวหนังสือของเราได้ด้วย ก็คาดหวังให้ยอดขายไม่ลดลงจากคราวที่ผ่านๆ มา เพราะเราออกจำนวนปกใหม่เท่ากันทุกงาน และคาดหวังว่าการออกบูธเพื่อพบปะกับผู้อ่านโดยตรงจะทำให้เราได้ลูกค้าที่กลายมาเป็นแฟนประจำเพิ่มมากขึ้น

เศรษฐกิจปีนี้มีคนบอกว่า ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง คิดว่าคำพูดนี้ค่อนข้างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกับสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่สายป่านไม่ยาว ไม่แน่ใจว่าเจ้าอื่นจะประสบผลแบบเดียวกันไหม แต่เท่าที่สอบถามกับสำนักพิมพ์บ้านใกล้เรือนเคียง คือยอดจำหน่ายตามหน้าร้านลดลงอย่างมาก แสดงว่าปริมาณปกหนังสือไม่ได้ลดลงเยอะ แต่ผู้อ่านเลือกมากขึ้น เราจึงตัดสินใจว่าจะมาพิจารณาเรื่องตารางการออกหนังสือใหม่สำหรับปีนี้และต้นปีหน้า จากที่เคยคิดว่าจะออกปีละ 8-10 ปก เราลดลงมาเหลือ 6-7 ปก คืออาจจะออกเน้นๆ แค่เล่มที่เรามั่นใจว่าต่อยอดทางการตลาดได้ หรือมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว และลดยอดพิมพ์แต่ละเล่มลง เพื่อลดภาระเรื่องสต๊อก”

มหกรรมหนังสือ ลมหายใจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์

 

ในส่วนของคนทำหนังสือ งานมหกรรมหนังสือ เป็นงานที่นอกจากจะได้พบปะกับเหล่าแฟนคลับของนักเขียน ลูกค้าตัวจริงที่มักจะแวะมาพูดคุย ให้ความเห็นต่อหนังสือแต่ละเล่ม เพื่อเป็นแนวทางในการทำเล่มต่อๆ ไปแล้ว ยังเป็นการขายแบบได้รับเงินทันที แม้จะต้องลดราคาหนังสือบ้างเพื่อจูงใจลูกค้า เพราะถ้าไม่มีงานมหกรรมหนังสือและต้องพึ่งสายส่งฝากขายตามร้านต่างๆ หลังสรุปยอดขายรายเดือนก็ต้องรอเครดิตอีก 90 วัน รวมๆ แล้วหนังสือใหม่ถ้าไม่ขายดีขนาดต้องพิมพ์ซ้ำภายใน 3 เดือนแรก ก็ต้องรอเงินงวดแรก 120 วัน กันเลยทีเดียว ดังนั้นใครกระโดดลงมาทำหนังสือหรือเปิดสำนักพิมพ์ใหม่ในช่วงนี้ ต้องถามว่ากินดีหมีหัวใจเสือมาหรือเปล่า

ยกตัวอย่างหนังสือ เพลงแม่น้ำ กวีนิพนธ์ของ โขงรัก คำไพโรจน์ ที่ติด 1 ใน 6 เล่มสุดท้ายชิงรางวัลซีไรต์ ปี 2559 ซึ่งไม่มีวางขายในร้านหนังสือ บรรจง บุรินประโคน บรรณาธิการแห่งกากะเยียสำนักพิมพ์ เปิดเผยว่า ต้องการผลิตผลงานที่มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป เพราะอยากเผยแพร่งานให้ผู้อ่านได้เข้าถึง หากแต่ด้วยต้นทุนการผลิต ผนวกกับกลไกด้านทุน จึงคิดว่าน่าจะค่อยเป็นค่อยไป

“อีกอย่างหนังสือเพลงแม่น้ำ ก็ไม่ใช่ว่าผู้อ่านจะหาซื้อไม่ได้เสียเลย เพราะทางสำนักพิมพ์ก็ได้ประชาสัมพันธ์และขายลงในเฟซบุ๊ก อันถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการประชาสัมพันธ์ผลงาน ซึ่งผู้อ่านหลายคนก็ได้เข้ามาติดตามและอุดหนุนได้เหมือนอยู่หน้าร้าน จึงคิดว่าเป็นทางออกสำหรับสำนักพิมพ์เล็กในการเผยแพร่ผลงาน แม้ว่าจะไม่ทั่วถึง แต่ก็ถือว่าหนังสือเพลงแม่น้ำชุดนี้ มันจะแทรกซึมไปถึงมือผู้อ่านที่สนใจได้ในไม่ช้า”

มหกรรมหนังสือ ลมหายใจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์

 

เสนอหน้ามาให้รู้ว่ารักการอ่าน

จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) มองถึงการที่หนังสือหลายหัวปิดตัวไปจะกระทบต่อการอ่านหนังสือหรือไม่ และมีผลต่อการจัดงานมหกรรมหนังสือหรือไม่...

“ในสภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ ธุรกิจหนังสือพยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่สุด ผมมักเจอคำถามว่าทำไมเราต้องมางานมหกรรมหนังสือ ผมตอบได้แต่เพียงว่า หากเราพูดว่าเสียใจและเสียดาย เมื่อได้ยินข่าวว่าหนังสือปิดตัวไป เราก็ต้องกลับมาทบทวนว่าแล้วก่อนหน้าที่เขาจะปิดตัว เราได้บอกเขาหรือไม่ เราได้สนับสนุนเขาหรือยัง เราได้ให้กำลังใจเขาหรือเปล่า

โปรดใช้งานมหกรรมหนังสือในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้พบปะพูดคุยกับนักเขียน ผู้คนที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมหนังสือ สำนักพิมพ์ต่างๆ ไปให้กำลังใจพวกเขา ไปอุดหนุนผลงานของพวกเขา ไปช่วยกันยืนยันว่าคนไทยรักการอ่าน และสร้างความมั่นใจให้คนทำหนังสือว่าจงเชื่อมั่นในการสร้างสรรค์หนังสือของเขาต่อไป

หนังสือ คือเพื่อนที่ดีที่สุดและอยู่กับเราในทุกช่วงอารมณ์ ไม่ว่าจะช่วงที่ดีที่สุด หรือร้าวรานที่สุด อกหัก รักคุด ตุ๊ดเหงา เราก็มีหนังสืออยู่เป็นเพื่อน เพราะฉะนั้นเมื่อเพื่อนที่ดีที่สุดของเราจะมารวมตัวกันในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 นี้ พวกเราจึงต้องชวนกันมา ‘เสนอหน้า’ ให้ ‘หนังสือ’ รู้ว่า พวกเรารัก ‘หนังสือ’ แค่ไหน

มหกรรมหนังสือ ลมหายใจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์

 

สำนักพิมพ์ทุกแห่งหวังว่างานครั้งนี้น่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้ในระดับหนึ่ง หลังจากที่ผ่านมาภาพรวมของธุรกิจหนังสือค่อนข้างซบเซาแล้วนั้น และสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ก็หวังว่างานที่เกี่ยวกับหนังสือในทุกครั้งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นและจูงใจให้คนที่รักการอ่าน หรือคนที่เริ่มจะอ่านมาร่วมกิจกรรมการอ่านการเขียนต่างๆ มากขึ้น แม้กำลังซื้อจะลดลงบ้างตามสภาพเศรษฐกิจก็ตาม”

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 งานประจำปีที่คนรักการอ่านต้องไป จัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ 13-24 ต.ค. เวลา 10.00-21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยปีนี้มีสำนักพิมพ์เข้าร่วมงาน 406 ราย รวมทั้งสิ้น 934 บูธ

ปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “เสนอหน้า” ซึ่งเชื่อมโยงกับนิทรรศการไฮไลต์ของงานคือ “เสนอหน้า” ซึ่งจะเปิดเผย “เบื้องหลัง” การผลิตหนังสือสู่ “เบื้องหน้า” กว่าจะผ่านออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม ผ่าน 6 สาขาอาชีพสำคัญในการสร้างสรรค์หนังสือ ได้แก่ นักเขียน บรรณาธิการ นักออกแบบกราฟฟิก นักแปล นักพิสูจน์อักษร และนักออกแบบภาพประกอบ ซึ่งต่างก็เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการผลิตหนังสือ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้มีโอกาสทำหนังสือ ซึ่งจำลองจากกระบวนการผลิตจริงๆ อีกด้วย

มหกรรมหนังสือ ลมหายใจ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์

 

สุชาดา สหัสกุล อุปนายกฝ่ายในประเทศ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เล่าถึงที่มาของนิทรรศการเสนอหน้า โดยทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ได้ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือจัดทำขึ้น เพื่อช่วยให้การทำงานมีระบบและมีมาตรฐานอย่างชัดเจน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมที่จะนำมาตรฐานอาชีพนี้ไปใช้เพื่อการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์ให้กับบุคคลในอาชีพและนักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่อไป และได้นำมาต่อยอดเป็นนิทรรศการดังกล่าว

“กว่าจะเป็นหนังสือ 1 เล่ม ต้องผ่านมือบุคลากรใน 6 อาชีพ นิทรรศการนี้ต้องการเปิดเผยให้เห็นถึงเบื้องหลังของคนทำงาน ซึ่งหนังสือเล่มประกอบขึ้นด้วยองค์ความรู้ต่างๆ คำว่า เสนอหน้า ในนิทรรศการนี้ไม่ใช่การอวดตัวของคนทำหนังสือ เป็นเพียงการนำเบื้องหลังของการทำหนังสือมาสู่เบื้องหน้าของนักอ่าน เพื่อให้ได้เห็นทุกขั้นตอนในกระบวนการทำหนังสือว่ามีรายละเอียดในการทำงานอย่างไร เพราะอรรถรสในการอ่านไม่ได้เกิดจากความสามารถของนักเขียนเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งเกิดจากการทำงานเป็นทีมของผู้อยู่เบื้องหลัง สำคัญที่สุดคือความพึงพอใจของนักอ่านนั่นเองที่อยู่เบื้องหลังแรงขับเคลื่อนของเหล่าคนทำหนังสือ และเราอยากให้นักอ่านได้รู้ถึงขั้นตอนเบื้องหลังเหล่านี้ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง”

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงปกหนังสือสวยงามที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ 100 Annual Book and Cover Design (100 ABCD) ประจำปี พ.ศ. 2559 ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย รวมทั้งจะนำไปแสดงในงานมหกรรมหนังสือของต่างประเทศอีกด้วย ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูผลงานได้อีกช่องทางหนึ่งที่ www.100abcd.org และยังมีนิทรรศการมิวเซียมสยามมินิ ภายใต้แนวคิด “Play + Learn = เพลิน” และกิจกรรมน่าสนใจอีกมากมายตลอด 12 วัน

ข่าวล่าสุด

TRUE ปรับโครงสร้างใหญ่ จาก Telenor เป็น “Arise” จุดเปลี่ยนสู่กำไรยั่งยืน