8โรคไวรัส
พญ.ภาวดี ศึกษากิจ แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังเลเซอร์และความงาม โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 กล่าวว่า
พญ.ภาวดี ศึกษากิจ แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังเลเซอร์และความงาม โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111 กล่าวว่า ช่วงที่ลมหนาวมาเยือนสลับกับอากาศร้อนและฝนในบางช่วง มักทำให้เกิดโรคที่มาจากไวรัส แบ่งเป็นโรคใหญ่ได้ถึง 8 โรค ได้แก่
1.โรคสุกใส หรืออีสุกอีใส
เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ติดต่อได้ทางอากาศ น้ำมูก น้ำลาย สัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใสโดยตรง หรือการใช้ของร่วมกับผู้ป่วย จะเริ่มจากการปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ ต่อมาจะเริ่มมีตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นตามผิวหนัง ป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน
การรักษา
1.หากมีไข้จะสั่งยาลดไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาด
2.ทำความสะอาดร่างกาย ให้ยาแก้คัน และในผู้ป่วยบางรายอาจมีการให้ยายับยั้งการเจริญของเชื้อไวรัส
3.ห้ามใช้ข้าวของปนกันผู้อื่น
4.พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ
5.ควรแยกผู้ป่วยออกจากคนที่ไม่เคยเป็นโรค จนกว่าตุ่มน้ำสุดท้ายจะแห้งตกสะเก็ด คือ พ้นระยะติดต่อ
2.โรคงูสวัด
เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดสุกใส เมื่อติดเชื้อครั้งแรกจะทำให้เป็นโรคสุกใส และเมื่อหายแล้วเชื้อจะยังอยู่ในร่างกายตลอดไป หลบอยู่ตามปมประสาท รอเวลาร่างกายอ่อนแอ ไวรัสที่แฝงอยู่จะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบของโรคงูสวัด อาการของโรค มักจะมีปวดเมื่อยเนื้อตัว อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ ปวดแปลบหรือปวดแสบ หรือปวดแสบร้อนในบริเวณที่เป็น จากนั้นจะเริ่มมีตุ่มน้ำใสๆ เป็นกระจุกปนปื้นแดง พบได้บ่อยบริเวณลำตัว แต่ก็สามารถเป็นได้ในบริเวณอื่น
การรักษา
1.แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน หลังเกิดอาการเพื่อลดความรุนแรง หรือให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลในกรณีที่เป็นรุนแรง
2.หากงูสวัดขึ้นตา จะต้องไปพบจักษุแพทย์ เพื่อให้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา
3.โรคเริม
เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม HERPES (Hsv-1/Hsv-2) เริ่มจะมีลักษณะเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำขนาดเล็ก พบได้บ่อยที่บริเวณเนื้ออ่อน เช่น ริมฝีปาก อวัยวะเพศ และก้น ผู้ป่วยมักมีประวัติเป็นซ้ำบริเวณเดิม อาการเมื่อติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ หากเคยเป็นมาแล้วสามารถเป็นอีกหากเกิดภาวะเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ หากเคยเป็นมาบ่อย ผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงเจ็บ คันเท่านั้น และมักมีประวัติเครียด พักผ่อนไม่พอ ร่างกายอ่อนแอก่อนที่ตุ่มน้ำจะขึ้น
การรักษา
1.ถ้าอาการรุนแรง แพทย์จะให้ยาทา และรับประทานยาอะไซโคลเวียร์ เพื่อต้านการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส
2.หากมีภาวะแทรกซ้อน หรือการติดเชื้อแพร่กระจาย ผู้ป่วยต้องรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้ยาเข้าหลอดเลือดดำและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ผู้ป่วย มะเร็ง ผู้สูงอายุ
3.การใช้ยารับประทานจะช่วยทำให้ผื่นหายเร็วขึ้น
4.โรคหัด
มักเกิดขึ้นในเด็กเล็กช่วงอายุประมาณ 1 ขวบ ถึงช่วงวัยประถมศึกษา โรคหัดมักติดต่อกันทางระบบทางเดินหายใจ จะมีไข้สูง ไอมาก ตาแดง คล้ายเป็นหวัด ต่อมาจะมีผื่นแดงขนาดเล็กขึ้นตามแขน
การรักษา
1.ปฏิบัติตัวเหมือนรักษาโรคไข้หวัด คือ พักผ่อน ดื่มน้ำสะอาด หากมีไข้สามารถรับประทานยาลดไข้ได้
2.ควรแยกผู้ป่วยออกจากคนใกล้ชิด จนกว่าจะพ้นระยะติดต่อ
3.บางรายอาจมีอาการหอบ หายใจเร็วกว่าปกติ แนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที
5.โรคหัดเยอรมัน
สามารถติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ หากเกิดขึ้นกับสตรีมีครรภ์อาจทำให้ทารกพิการได้ อาการของโรคนี้ คือจะมีไข้ต่ำ ร่วมกับอาการปวดเมื่อยตามตัว และจะมีผื่นแดงเป็นปื้นขึ้นที่หน้าและขึ้นเต็มตัวภายใน 1 วัน
การรักษา
1.ปฏิบัติตัวเหมือนรักษาโรคไข้หวัด คือ พักผ่อน ดื่มน้ำสะอาด หากมีไข้สามารถรับประทานยาลดไข้ได้ 2.ควรแยกผู้ป่วยออกจากคนใกล้ชิดจนกว่าจะพ้นระยะติดต่อ 3.บางรายอาจมีอาการหอบ หายใจเร็วกว่าปกติ แนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที
4.หากมีอาการคันร่วมด้วยจะต้องทายาแก้ผดผื่นคัน
6.โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
ลักษณะจะเป็นผื่นแดง แห้ง ลอก และมีอาการคันผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณข้อพับแขน ขา ใบหน้า สามารถพบได้แทบทุกฤดูกาล แต่ในช่วงฤดูหนาวผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันตามร่างกายอย่างรุนแรง หากเกาจะทำให้เกิดแผลถลอกและติดเชื้อได้
การรักษา ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค เช่น
1.การเลือกสบู่ หรือครีมอาบน้ำที่อ่อนโยน และไม่ควรอาบน้ำร้อนจนเกินไป
2.การเลือกใส่เสื้อผ้า ควรใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่ม ระบายอากาศ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้มีเหงื่อออกมาก
3.ควรเลือกโลชั่นหรือครีมทาผิว ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและสารกันเสีย เพราะอาจทำให้อาการแพ้รุนแรงขึ้น
4.ไม่ถู ขัด เกาบริเวณที่เป็นผื่น นอกจากนี้การพักผ่อน การออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
7.ผื่นผิวหนังอักเสบ
จะมีลักษณะเป็นผื่นแดง มีสะเก็ด เป็นมัน โดยมากจะเกิดบริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู และหนังศีรษะ โดยเฉพาะหน้าหนาวยิ่งทำให้ผิวแห้ง จึงทำให้ผื่นชนิดนี้มีโอกาสเกิดได้มากขึ้น
การรักษา
1.ระยะเฉียบพลัน ให้ประคบด้วยน้ำเกลือจนกว่าจะแห้งจึงหยุดประคบ 2.ระยะปานกลาง แพทย์จะให้ทายาสเตียรอยด์ แต่จะต้องอยู่ที่ตำแหน่งของผื่นด้วย 3.ระยะเรื้อรัง การใช้ยาสเตียรอยด์ผสม Salicylic Acid จะช่วยให้ผื่นหายเร็วขึ้น
8.เชื้อรา
กลาก เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ ซึ่งจะเกิดที่ผิวหนังชั้นนอกสุด เช่น คอ ลำตัว แขนขา ศีรษะ เล็บ ติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรงและติดต่อง่าย
การรักษา
1.ทาขี้ผึ้งรักษากลากเกลื้อนติดต่อกันทุกวันประมาณ 3-4 สัปดาห์
2.ผู้ที่เป็นๆ หายๆ จะต้องรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานร่วมด้วย ซึ่งการรับประทานยาจะต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์
ควรทำความสะอาดของร่างกายด้วยการอาบน้ำฟอกสบู่อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะบริเวณข้อพับและซอกต่างๆ ของร่างกาย อย่าปล่อยให้เปียกชื้น และระวังอย่าให้มีเหงื่ออับชื้นอยู่เสมอ-ควรแยกสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวอื่นๆ ไม่ควรใช้สิ่งของเหล่านี้ปะปนกัน และห้ามใช้ครีมสเตียรอยด์ทารักษาโรคกลาก เพราะอาจจะทำให้โรคลุกลามได้


