ศ.ราล์ฟ มอสเกส นวัตกรรมยา ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคภูมิแพ้
ฉบับนี้ ศ.ราล์ฟ มอสเกส แพทย์เฉพาะทางด้านโสตนาสิกลาริงซ์(ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก)
ฉบับนี้ ศ.ราล์ฟ มอสเกส แพทย์เฉพาะทางด้านโสตนาสิกลาริงซ์(ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก) แพทย์เฉพาะทางด้านภูมิแพ้(ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้) และหัวหน้าภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์จากสถาบันโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิกของยุโรป (EAACI) เล่าให้ฟังเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ในการรักษาโรคภูมิแพ้
ทั้งนี้ โรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองอย่างรุนแรงต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เข้ามากระตุ้น เช่น ละอองเกสร ไรฝุ่น หรือขนสัตว์ โดยจำนวนของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในประเทศอุตสาหกรรม นอกจากนี้สภาพภูมิอากาศ ไอเสียจากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้โรคภูมิแพ้กำเริบขึ้น
ศ.ราล์ฟ กล่าวว่า การรักษาโรคภูมิแพ้ในขั้นแรก มักจะให้ยาต้านสารฮิสตามีน ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบของยาเม็ด ยาหยอดตา หรือยาพ่นจมูก ขึ้นอยู่กับอาการ หรือถ้าอาการหนักอาจจะให้ยาพ่นจมูกที่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ ซึ่งสามารถออกฤทธิ์อย่างฉับพลันและได้ผลดีแต่มีผลข้างเคียง
นอกจากนั้นยังมีวิธีการรักษาด้วย Immunotherapy ซึ่งเป็นการปรับภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยเริ่มจากฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าร่างกายในปริมาณน้อยๆ เพื่อให้ปรับตัว ก่อนเพิ่มปริมาณจนร่างกายไม่ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ โดยอาจกินเวลานาน 1-3 ปี แต่ได้ในระยะยาวและมีประสิทธิภาพมากที่สุด และยังลดโอกาสการพัฒนาของโรคจากภูมิแพ้ไปเป็นหอบหืด
ส่วนลมพิษเป็นอาการทางผิวหนังที่เกิดขึ้นเองจากการที่ร่างกายหลั่งสารฮิสตามีนออกมา โดย 80% ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แสดงอาการเป็นผื่นสีแดงหรือขาว ซึ่งมีขนาดแตกต่างกันออกไป โดยผื่นจะเกิดขึ้นและหายไปซ้ำๆ โดยลมพิษไม่ใช่โรคที่อันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ทำให้ผู้ป่วยไม่สบายตัวและรบกวนการใช้ชีวิตหรือการนอนของผู้ป่วยอีกด้วย
โดยลมพิษสามารถรักษาได้ด้วยการให้ยาต้านฮิสตามีน แต่ผู้ป่วยต้องได้รับยาที่แรงกว่าปริมาณปกติที่ใช้รักษาภูมิแพ้จมูกอักเสบ โดยอาจจะต้องมากกว่า 2-4 เท่า แต่มักจะมีฤทธิ์กดประสาท ทำให้ง่วงซึม
ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับผลข้างเคียงจากการได้รับยาปริมาณเยอะแบบนี้ และทำให้ลำบากในการใช้ชีวิต
“ในตอนนี้มียาต้านฮิสตามีนแบบใหม่ ได้รับการรับรองจากแนวทางการรักษาระดับนานาชาติ มีปริมาณมากกว่ายาต้านฮิสตามีนทั่วไปที่ใช้กัน แต่ไม่มีฤทธิ์กดประสาท และถึงจะเพิ่มปริมาณยาก็ไม่มีผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ ถือว่าเป็นโชคดีของผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง” ศ.ราล์ฟ กล่าว


