‘สุขใจที่เป็นผู้ให้’ ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์
ชีวิตในกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีกัน ผู้คนแล้งน้ำใจ นี่เป็นเพียงปัญหาเศษเสี้ยวหนึ่งที่ผลักดันให้ หนูดี-ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์ วัย 33 ปี
โดย...วราภรณ์
ชีวิตในกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีกัน ผู้คนแล้งน้ำใจ นี่เป็นเพียงปัญหาเศษเสี้ยวหนึ่งที่ผลักดันให้ หนูดี-ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์ วัย 33 ปี อดีตคุณครูสอนภาษาจีนในสถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่ง อยากทำงานจิตอาสาออกไปเป็นครูบนดอยสอนหนังสือเด็กๆ แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกถึงการเป็นผู้ให้ ที่เด็กๆ ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับอย่างเดียว แต่ยังส่งกลับความชุ่มชื่นหัวใจให้หนูดีอีกด้วย
และนี่คือเสน่ห์ที่ดึงดูดให้หนูดีทำงานอาสามาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว แม้เธอได้ทุนไปเรียนต่อภาษาจีนที่ประเทศจีน หากมหาวิทยาลัยปิดภาคเรียนเธอก็ยังหาเวลาไปทำกิจกรรมค่ายอาสากับกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขอยู่เรื่อยๆ
“โครงการที่หนูดีไปตลอด 2 ปี ไม่ค่อยไปแบบประจำ แต่หากกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขมีโปรแกรมจะไปไหนหากหนูดีว่างมักขอไปด้วย เพราะกลุ่มมีกิจกรรมทำที่หลากหลายมากๆ เช่น โครงการแรกที่หนูดีไปคือ ปลูกป่า ทำฝาย ปลูกป่าชายเลน ถักไหมพรมแจกเครื่องกันหนาวบนดอยตามวัดต่างจังหวัดไกลๆ สิ่งที่ทำให้หนูดีอยากแบ่งปันให้ผู้อื่นบ้าง จุดที่ทำให้หนูดีอยากเป็นผู้ให้บ้าง เพราะหนูดีเป็นคนกรุงเทพฯ เราพบเห็นคนแย่งกันตลอด ไม่ค่อยมีน้ำใจให้กัน ที่จอดรถก็ยังแย่งกัน ขับรถก็ไม่ให้ทางกัน รู้สึกผู้คนในเมืองเห็นแก่ตัวกันจัง หนูดีรู้สึกทำไมคนมีแต่อยากได้ๆ ทำไมไม่มีคนให้บ้าง”
พอแนวคิดอยากเป็นผู้ให้เริ่มต้น หนูดี เริ่มท่องโลกออนไลน์เห็นตรงโน้นตรงนี้ขาดแคลน และยังมีผู้ขาดแคลนอีกเยอะ คิดว่าตัวเธอเองจะทำอะไรให้พวกเขาได้บ้าง ขณะที่เธอไม่เดือดร้อนเธอก็อยากช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง
“พอเจอเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับจิตอาสาต่างๆ เจอหลายที่มาก ก็ดูว่าหนูดีพร้อมจะไปตรงไหนก่อนเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยไปทำอะไรแบบนี้เลย ก็ไปคนเดียว ได้ไปช่วยเหลือเด็กบนดอยไกลๆ ต้องขึ้นเขาไปไกลมาก ตอนนั้นเราไป ต.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ไปโรงเรียนบ้านดูลาเปอร์ ส่วนใหญ่นักเรียนเป็นชาวเขา เราเอาเครื่องกันหนาวและทุนการศึกษาไปให้เด็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน”
ภาพประทับใจที่ธนัตฤนันท์เห็นคือ ทั้งโรงเรียนมีคุณครูเพียง 3 คน เด็กมีจำนวนไม่เยอะ มีชั้นเรียนเพียงชั้นอนุบาลถึงประถม 6 แต่คุณครูต้องผลัดกันสอน ผลัดกันดูแลเด็กๆ ถ้าพวกเขาต้องการสิ่งของจะลำบากในการเดินทางลงมาจากดอยซึ่งไกลมาก
“ที่นั่นขาดแคลนมาก อยู่ไกลผู้คนเข้าไปไม่ถึง ไปครั้งนั้นหนูดีรู้สึกประทับใจเด็กมีความใสมากๆ ซึ่งแตกต่างจากเด็กในเมืองซึ่งมีสิ่งเร้าเยอะ เด็กบนดอยได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ นอกจากเจอเด็กๆ ที่น่ารักแล้วหนูดียังได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้เพื่อนใหม่ พอว่างจากการสอนภาษาจีนหนูดีก็หาเวลาไปค่ายอีกค่ะ ครั้งที่ 2 ไปปลูกปะการัง ไปขัดบ่อเต่าที่ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งนี้ไม่ไกลมาก แต่เราเริ่มรู้สึกได้อยู่กับธรรมชาติ ไปกับกลุ่มนี้ได้เจอกับธรรมชาติเยอะมาก จากนั้นหนูดีก็ติดการไปค่ายมากแล้วก็เริ่มไปทุกเดือน เช่น ทำฝายห้วยขาแข้ง ไปถอนต้นสาบเสือที่ ทุ่งกระมัง อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง และก็ไปสอนเด็กนักเรียนบนดอย เหมือนเป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เราไปสอนแล้วก็ทำกิจกรรมกับเด็ก ไปเล่นกีฬาสีกับน้องๆ เพื่อทำให้น้องๆ รู้สึกสนุก เราไปสร้างความคุ้นเคยให้กับเด็ก การไปหลายๆ ที่แม้ต้องนอนอาคารเรียน แม้ไม่นอนกินสบาย อยู่อย่างไรเราก็นอนได้ค่ะ”
สิ่งที่หนูดีได้จากการออกค่ายในทุกเดือนๆ คือจากตอนแรกที่ตั้งใจจะไปเป็นผู้ให้เพราะเธอรู้สึกมีเยอะแล้ว แต่หนูดีกับเหมือนเป็นผู้รับเสียมากกว่า จากความใสๆ ได้ชื่นชมธรรมชาติที่ช่วยบำบัดจิตใจให้รู้สึกมีความสุข ได้เห็นถึงน้ำใจของคนในชุมชนที่เธอไป ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในเมืองใหญ่ ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของเธอได้มาก เธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องใช้ความอดทนในการแย่งกับคนอื่น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องได้ต้องมีหรือต้องเป็น
“หนูดีไปอยู่ต่างจังหวัดรู้สึกว่า เราอยู่ได้อย่างสบาย หนูดีได้เห็นชาวบ้านทำอาชีพธรรมดา แต่พออยู่พอกิน ทำให้หนูดีหันมามองดูตัวเองว่า เราไม่ต้องมีเหมือนคนอื่น ไม่ต้องอยากได้ อย่างเพื่อนร่วมงานมี
แบรนด์เนม แต่หนูดีคิดว่าเรามีแค่นี้พอ เราใช้ถุงผ้าได้ เราพกกล่องข้าวไปเองได้ ทำให้เรารู้สึกเบียดเบียนโลกน้อยลง เพราะการไปออกค่ายทำให้หนูดีรู้ข้อมูลว่าทุกวันนี้เราเบียดเบียนโลกมากเหลือเกิน แต่เราไม่ได้ให้อะไรกับโลกเลย แต่การไปช่วยปลูกป่า เห็นขยะเราก็ช่วยกันเก็บเราต้องช่วยดูแลรักษาธรรมชาติไว้ด้วย”
ด้วยการเสพติดความชุ่มชื่นหัวใจเมื่อได้ออกค่ายอาสาพัฒนา แม้หนูดีได้ทุนไปเรียนต่อภาษาจีนที่ประเทศจีนถึง 3 ปี แต่เธอสัญญากับตัวเองว่า หากมีช่วงเวลาปิดภาคเรียนเธอจะกลับมาออกค่ายอาสาพัฒนากับกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขอีกเรื่อยๆ เพราะการได้ออกค่ายก็คือการได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิต ได้เห็นความคิดเห็นที่แตกต่าง แล้วเธอสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตนเองได้เป็นอย่างดี การออกค่ายอาสาพัฒนาเธอจึงได้อะไรมากกว่าที่คนอื่นคิด


