posttoday

ถนั่น ลีลาวณิชกุล พลังเปลี่ยนเมือง

19 พฤศจิกายน 2559

เขาเป็นคนไทยที่ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แต่ตอนนี้ได้กลับมาพัฒนาประเทศไทยด้วยพลังของคนธรรมดา ถนั่น​ ลีลาวณิชกุล

โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ... วิศิษฐ์ แถมเงิน

เขาเป็นคนไทยที่ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แต่ตอนนี้ได้กลับมาพัฒนาประเทศไทยด้วยพลังของคนธรรมดา ถนั่น​ ลีลาวณิชกุล คนสามัญทั่วไปที่คิดการใหญ่ อยากเปลี่ยนทัศนคติคนไทยและทั้งโลกใบนี้

ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เขาได้ย้ายไปอยู่ที่ฮ่องกงกับครอบครัว เข้าเรียนที่ชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนประจำที่สิงคโปร์ จากนั้นย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยและทำงานที่สหรัฐอเมริกา นับเป็นเวลา 24 ปีที่จากบ้านเกิดเมืองนอน

ค้นพบตัวตน

ถนั่นในวัย 33 ปี เพิ่งย้ายกลับมาอยู่ในเมืองไทยได้ 2 ปีเศษ เขาต้องเรียนรู้ภาษาไทยใหม่ทั้งหมด ทั้งหัดพูด หัดฟัง หัดเขียน ทว่าก็ไม่ยากเกินไปสำหรับเขาที่จะต้องเรียนรู้สังคมไทยก่อนที่จะเข้าไปพัฒนา

“ตอนนี้ทวีปในแถบเอเชียหรือที่เมืองไทยมีความเจริญแล้ว ทั้งความคิดและการงานต่างๆ มันได้พัฒนาไปถึงเกือบเท่าอเมริกา” ถนั่นกล่าว “ผมเป็นคนชอบดนตรี ชอบสิ่งแวดล้อม ชอบวิทยาศาสตร์ ชอบการศึกษา ผมมีความสนใจหลายด้านมาก ซึ่งตอนที่ย้ายกลับมาเมืองไทยก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร และพอมีเวลาว่าง ถึงค่อยมาเรียงความสำคัญว่าอะไรที่ผมชอบที่สุด เพราะตอนที่อยู่เมืองนอกทำงานหนักไม่มีเวลาที่จะมาสำรวจตัวเอง ผมใช้เวลา 1 ปี ปิดคอมพิวเตอร์ ปิดโทรศัพท์ แล้วให้ตัวเองนั่งคิดว่า จริงๆ แล้วอยากทำอะไร อยากให้คุณค่าแก่ตัวเองทางไหน และในที่สุด ผมก็ค้นพบว่า ผมอยากสร้างให้คุณค่าแก่สังคมและแก่โลกใบนี้ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้ผมมีความสุขที่สุด ผมอาจจะชอบเขียนเพลง ชอบเขียนหนังสือ แต่พอลองแล้วความรู้สึกที่ได้มันสู้ไม่ได้กับการลงไปช่วยเหลือผู้อื่น ผมต้องสร้างอาชีพหรืออะไรสักอย่างทางด้านกิจการเพื่อสังคมหรือองค์กรที่ทำเรื่องทำนองนี้”

ถนั่นตัดสินใจกลับมาอยู่ไทย จึงไม่ต่างอะไรกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่เขาจากไปเนิ่นนาน ซึ่งขณะที่เขาค้นพบตัวตนได้หมาดๆ นั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มีคนติดต่อเข้ามาให้เขาเขียนคอนเทนต์ภาษาอังกฤษในโปรเจกต์ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เขาเข้าสู่วงการ “พัฒนาเมือง”

ถนั่น ลีลาวณิชกุล พลังเปลี่ยนเมือง

ลงมือทำ

โครงการ แบงคอค ริเวอร์ (Bangkok River) เป็นโครงการที่เกิดขึ้นมากว่า 20 ปี เพื่อพัฒนาชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยได้ร่วมมือกับโรงแรมริมแม่น้ำให้จัดกิจกรรมที่มีชุมชนเป็นส่วนร่วม

“ผมชอบทำงานด้านการพัฒนาเมืองมาก (Urban Redevelopment) ผมเลยได้เสนอไอเดียต่างๆ ให้กับทางโครงการแบงค็อก ริเวอร์ เช่น ควรจะมีทางเดินมากขึ้นในเขตบางรักและคลองสานเพื่อกระตุ้นให้คนเดิน และควรจะมีต้นไม้มากขึ้นจะได้มีร่มเงา ควรเข้าไปดูในชุมชนรอบๆ ว่ามีอะไรบ้าง จะได้ช่วยพวกเขาให้เป็นชุมชนเข้มแข็งและเป็นจุดเด่นของบริเวณนั้น ไอเดียเหล่านี้ถูกพัฒนาจนกระทั่งเกิดการทำโฟกัสกรุ๊ปนักธุรกิจบริเวณนั้น ซึ่งทำให้ทราบว่า ในเขตบางรักและคลองสานมีอาร์ตแกลเลอรี่เยอะ ซึ่งผู้ประกอบการก็เห็นด้วยที่จะให้เข้าไปทำให้บริเวณนี้ดีขึ้น เป็นที่ที่ต่างจากเขตอื่นในกรุงเทพฯ ทำให้เป็นเขตที่สามารถเดินเที่ยวได้ มีงานศิลป์ให้ชม มีที่พักหลายระดับ มีร้านค้า มีตลาด และมีชุมชน เพื่อให้คนทุกฐานะอยู่ร่วมกันได้”

ต่อมา การพัฒนาพื้นที่ในเขตบางรักและคลองสานทำให้ทั้งสองพื้นที่มีคาแรกเตอร์ “อาร์ต” ซึ่งเป็นที่มาของการต่อยอดสู่โครงการ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ (Creative District) ถนั่นกล่าวต่อว่า แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) เป็นนโยบายที่หลายรัฐบาลพยายามพัฒนาประเทศแต่ก็ยังไม่เป็นผลชัดเจน ดังนั้นคนตัวเล็กอย่าง เขา และทีมงานครีเอทีฟ ดิสทริคต์ จึงเข้ามาช่วยตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับประเทศ

“ตอนนี้มีทีมงาน 6 คน” เขากล่าวถึงครีเอทีฟ ดิสทริคต์ “มีคนต่างประเทศหนึ่งคนและคนไทยห้าคนรวมผม ซึ่งพวกเรากำลังจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมา ชื่อ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ ฟาวเดชั่น มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างอีโคซิสเต็มในบางรักและคลองสานขึ้นมา เพื่อให้คนในกรุงเทพฯ มีประสบการณ์ที่ต่างกัน ในพื้นที่นั้นจะมีหลายประเด็นทั้ง การสร้างเมือง ความคิดสร้างสรรค์ ชุมชน ทำให้มีความหลากหลายเพื่อให้คนที่เข้ามามีประสบการณ์ที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ที่เคยรู้จัก ให้เห็นว่าเราสามารถสร้างเมืองที่แตกต่างออกไปได้โดยไม่ผิด”

ถนั่น ลีลาวณิชกุล พลังเปลี่ยนเมือง

 

ครีเอทีฟ ดิสทริคต์

การวางแผนโครงการ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ ครอบคลุมหลายด้านทั้ง ศิลปะ อาหาร การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่า สิ่งแวดล้อม ขยะ เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มต้นวางกลยุทธ์การทำงานและเริ่มทดลองทำบางกิจกรรมเมื่อปีที่แล้ว อย่างที่เป็นที่รู้จักคือ เทศกาลศิลปะข้างถนนบุกรุก ที่ได้ร่วมมือกับศิลปินจากทั่วโลกทั้งในเอเชียเและยุโรปมาร่วมกันสร้างสรรค์งานศิลปะลงบนกำแพง ผนังตึก และสถานที่ต่างๆ ในละแวกถนนเจริญกรุง ตลาดน้อย ถึงถนนทรงวาด เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงความสำคัญของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในกรุงเทพมหานคร ถนั่นยังเผยด้วยว่าตอนนี้กลุ่มของตนมีไอเดียกว่า 20 โครงการที่กำลังหาหน่วยงานมาร่วมมือ

นอกจากนี้ กลุ่มครีเอทีฟ ดิสทริคต์ ยังได้ร่วมมือกับกับกลุ่มบิ๊กทรีส์ (BIG Trees Project) ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมที่ดีกว่า ทั้งการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่และระบบสิ่งแวดล้อมทั้งหมดในเมือง โดยเขาได้อีเมลไปขอความรู้เรื่องการปลูกต้นไม้จนกระทั่งได้ทำงานร่วมกันอย่างในปัจจุบัน

“เราต้องการแก้ไขปัญหา เพราะปัญหาเป็นประเด็นใหญ่มากในประเทศไทย แต่รู้สึกว่าคนไทยไม่ค่อยเห็นว่ามันเป็นปัญหาหรือไม่รู้ว่าขยะกระทบกับพวกเขาอย่างไร ทราบหรือไม่ว่า ขยะพลาสติกในทะเล 60 เปอร์เซ็นต์มาจาก 5 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ผมจึงทำงานกับบิ๊กทรีส์มากขึ้นๆ จนจะทำโปรเจกต์จดทะเบียนต้นไม้ในเมืองร่วมกัน เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนที่เจอต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะสามารถจดทะเบียนด้วยตัวเองได้ แล้วส่งเข้าไปในฐานข้อมูล เพื่อเป็นหลักฐานว่า เมืองไทยยังมีต้นไม้ไม่พอ เพื่อให้ภาครัฐหรือหน่วยงานอื่นๆ ตระหนักและเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องต้นไม้อย่างจริงจัง และการให้ประชาชนลงทะเบียนต้นไม้ยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับต้นไม้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์ต้นไม้ที่พวกเขาเจออีกด้วย ซึ่งตอนนี้อยู่ในกระบวนการดีไซน์เทคโนโลยี ทางบิ๊กทรีส์จะเป็นคนหาอาสาสมัครมาช่วยทดลองจดทะเบียนต้นไม้ และยังร่วมมือกับแอพพลิเคชั่น ยุพิน (YouPin) ที่จะพัฒนาให้คนสามารถปักหมุดตำแหน่งต้นไม้ได้”

โปรเจกต์ แบงค็อก ทรีส์ คีปเปอร์ (Bangkok Trees Keeper) กำลังดำเนินงานอย่างแข็งขันในความร่วมมือระหว่าง ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ บิ๊กทรีส์ และยุพิน ด้วยความเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นคนเก็บรักษาต้นไม้ได้ และทุกคนสามารถรักษาสิ่งแวดล้อมให้ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ได้เช่นกัน

“พวกเราอยากให้คนไทยเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์อยู่ในทุกคน เมื่อทุกคนลงมือทำตามครีเอทีฟวิตี้ของตัวเอง จะสามารถส่งต่อให้คนอื่นมีไอเดียสร้างสรรค์ต่อไปได้ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำ เรากำลังทำให้คนไทยเห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้นได้ถ้าใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ทุกคนสามารถช่วยเมืองไทยให้ดีขึ้นด้วยความคิดจากคนตัวเล็กแบบนี้”

ถนั่นเชื่อว่า ความคิดสร้างสรรค์คือหนทางในการแก้ปัญหา และหวังว่า ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ จะเป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจให้คนไทยได้กล้าคิด กล้าเปลี่ยนแปลง เพราะการจะเปลี่ยนแปลงต้องใช้ความร่วมมือระหว่างคนที่มีจุดมุ่งหมายด้วยกัน อาจจะต่างวิธีการ ต่างแนวคิด แต่ถ้าความคิดหลากหลายมารวมกัน มันจะเกิดเป็นพลังที่จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาเรื่องใดก็แล้วแต่ให้สัมฤทธิผลจงได้

“การเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ต้องเริ่มจากเปลี่ยนแปลงจุดเล็กๆ ในกรุงเทพฯ” ถนั่นกล่าวต่อ “พวกเราอยากให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปทางที่ดีขึ้น และหวังว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หากได้ศึกษาเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วจะเห็นว่า ประเทศนั้นจะต้องไปถึงจุดหนึ่งที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงพอที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจให้เป็นเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยยังมีไม่พอ เรายังต้องการความคิดสร้างสรรค์เพิ่ม คนไทยต้องกล้าคิดและต้องมาร่วมมือกัน ตอนนี้คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นแต่ยังขาดความร่วมมือ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ จึงอยากเป็นแพลตฟอร์มอันหนึ่งที่จะเป็นต้นแบบให้คนอื่นดูว่า ถ้ามีไอเดียและจะลงมือทำให้สำเร็จได้อย่างไร”

ถนั่น ลีลาวณิชกุล พลังเปลี่ยนเมือง

 

แก้ไขจากเล็กไปใหญ่

หากใครไปแถวสนามหลวง อาจบังเอิญเจอถนั่นเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาไปที่นั่นเพื่อร่วมมือกับบิ๊กทรีส์แก้ปัญหาขยะรอบสนามหลวง การทำงานกับกลุ่มอื่นยังทำให้เขาได้เรียนรู้นิสัยคนไทย การทำงานของคนไทย และแนวคิดในการแก้ปัญหาในสังคมไทยด้วย

“เราพยายามเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยที่มีต่อขยะ อย่าเห็นว่าขยะเป็นสิ่งสกปรกอย่างเดียว ที่จริงทุกอย่างมีค่า ถ้าคุณไม่อยากได้ขยะของคุณเอง อย่างน้อยก็ช่วยแยกขยะให้คนอื่นนำไปใช้ประโยชน์ได้ และเมื่อเปลี่ยนทัศนคติของคนได้แล้ว สังคมก็จะเปลี่ยน เมืองไทยเป็นประเทศที่แบบซื้อทิ้ง เพราะคนไทยรักความสบาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เมืองไทยมีปัญหาขยะมาก ดังนั้นเราต้องทำให้คนไทยมองขยะให้มากกว่าขยะ”

เขาใช้คำว่า Look beyond just your trash.

“คนส่วนมากซื้อของแล้วจะเห็นภาพสุดท้ายแค่อยู่ในถังขยะ แต่ไม่เห็นว่าสุดท้ายแล้วขยะมันไปอยู่ที่ไหน ที่จริงไม่ใช่เมืองไทยอย่างเดียว แต่คนทั่วโลกเป็นแบบนั้น ทำยังไงให้คนเห็นผลกระทบของขยะ พอทิ้งแล้วไม่ใช่อยู่แค่ในถังขยะ แต่มันอาจลงไปสู่แม่น้ำและลอยออกไปที่ทะเล ให้เห็นการเดินทางของขยะว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ไหน”

บางคนอาจมองว่า หากเราแยกขยะลงถังขยะที่ถูกประเภท แต่สุดท้ายขยะที่แยกก็ถูกนำไปรวมกันที่รถขยะหรือบ่อขยะอยู่ดี แต่เขามองว่า การแยกขยะเป็นสเต็ปแรกที่จะบอกคนไทยว่า ขยะมีหลายประเภท และมีประเภทที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ด้วย ตามสถิติที่กลุ่มบิ๊กทรีส์วิเคราะห์ พบว่า แต่ละวันคนไทยทิ้งขยะปริมาณ 70 ตัน ซึ่งร้อยละ 40 คือเศษอาหาร นี่เป็นอีกประเด็นที่ทำให้ทราบว่า เศษอาหารเป็นปัญหาใหญ่ของขยะอีกชั้นหนึ่ง

“ถ้าหากคุณบริโภคอาหารอย่างเพียงพอ คุณจะลดน้ำหนักขยะไปได้มาก ดังนั้นถ้าหากเราเริ่มลดขยะจากตัวเราเอง ก็จะทำให้ทั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น และถ้าหากคนเริ่มเยอะขยะ ก็จะมีบริษัทที่จะรีไซเคิลมากขึ้น เหมือนกับที่ผมทำครีเอทีฟ ดิสทริคต์ คือเริ่มจากจุดหนึ่ง แล้วขยายต่อไปเรื่อยๆ จากคน สู่สังคม และจากสังคมไปสู่ประเทศชาติ พวกเรามีความเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานแต่มันสามารถเป็นไปได้ในอนาคต”

จากการที่อาสาสมัครออกไปรณรงค์ให้ประชาชนบริเวณสนามหลวงได้รู้จักวิธีแยกขยะ ปรากฏว่า คนส่วนมากให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งนี่เองที่เป็นจุดเล็กๆ ให้คนได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม และสามารถกล่าวได้ว่า ปัญหาขยะหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเพราะความไม่รู้ของประชาชน

ถนั่น ลีลาวณิชกุล พลังเปลี่ยนเมือง

 

ลุกขึ้นให้เสียงดัง

“ต่างประเทศเขาสอนให้เด็กนักเรียนคิดไปไกลกว่าตัวเอง” ถนั่นแสดงทัศนะ “ดังนั้นระบบการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราสอนเด็กให้คิดเป็นภาพใหญ่ ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ตัวเอง นั่นจะทำให้ทุกคนคิดเกินกว่าเรื่องรอบตัว แต่จะไกลไปถึงระดับชาติและโลก นอกจากนี้ตั้งแต่ผมย้ายมาเมืองไทย ผมดีใจมากที่เห็นกลุ่มแอคทิวิสต์เกิดขึ้นมาก เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนสังคม กลุ่มเหล่านี้จะสร้างการรับรู้และคอยตรวจสอบปัญหาที่แอบซ่อนอยู่ในสังคมให้เด่นชัดและช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยเปลี่ยนทัศนคติคนไทยได้ ที่ต่างประเทศไม่มีปัญหาเพราะเขาเคยประสบมากตั้งแต่ 50 ปีก่อนแล้ว เขาได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว”

เขายกตัวอย่างเรื่อง ตึกเก่า ที่ในเมืองไทยมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะถูกทำลายเพราะแนวคิดที่จะพัฒนา โดยการทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ อีกทั้งยังไม่มีการจดทะเบียนตึกเก่า
(Heritage Registry) จึงไม่มีกฎใดมาควบคุมและอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่าแก่ไว้

“เราต้องสร้างนิสัยพูดไอเดียออกมา อย่าคิดว่าตัวเองไม่เก่งแล้วจะไม่มีสิทธิพูด ทุกคนมีไอเดีย ขอแค่พูดออกมาแล้วจะมีคนช่วย” เขาใช้คำว่า If you ask, somebody will give. “ซึ่งไอเดียนั้นต้องเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อสังคมหรือต่อประเทศชาติ เป็นไอเดียที่สามารถพัฒนาและต่อยอดได้”

ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลง?

ถามว่า เมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงภายในกี่ปี เขาตอบว่า “เมืองไทยจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ” ช่างเป็นคำตอบที่น่าคิด

“เราจะไม่เห็นเมืองไทยเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เพราะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคมอาจต้องใช้ระยะเวลาชั่วชีวิตคน ที่สำคัญคือเราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ เราสามารถหยุดได้ อาจจะเหมือนว่าไม่มีใครฟัง ไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่เราก็ต้องค่อยๆ เปลี่ยนมันไปเรื่อยๆ เพราะโอกาสที่ในจะเปลี่ยนอาจเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ 20 ปี หรือ 50 ปีก็ได้ ถ้ามันมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่ทำให้เปลี่ยนขึ้นมา เราต้องพร้อมเสมอ”

ถนั่นค้นพบแล้วว่าสิ่งที่อยากทำคืออะไร เขาได้เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่จะพัฒนาเมือง ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในเมืองใหญ่ที่เขาอยู่อาศัย แม้ว่าเมืองนั้นจะซับซ้อนและดูยากจะแก้ไข แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นและอยากทำมันต่อไปตลอดชีวิต

“ผมต้องทำให้เมืองเป็นสิ่งที่ไม่ทำร้ายโลก แต่สามารถอยู่กับโลกได้ ผมอยากจะช่วยเมืองไทย กรุงเทพมหานคร และโลกทั้งใบนี้ให้เป็นโลกที่น่าอยู่ มีธรรมชาติ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี แม้ว่าผมจะเป็นเพียงพลังเล็กๆ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ ผมจะทำให้ได้” เขาเชื่อแบบนั้น

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด แอสตัน วิลล่า พบ เอฟเวอร์ตัน พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ม.ค.69