posttoday

ทองพล อุลปาทร โชว์ก้าวแกร่งในวงการอุตสาหกรรม

26 เมษายน 2559

หากจะบอกว่าทำธุรกิจผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรม พูดอย่างนี้คนฟังร้อยทั้งร้อยก็บอกกันว่า น่าจะคุยกันในเรื่องเข้าใจยาก ทองพล อุลปาทร

โดย...ปอย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หากจะบอกว่าทำธุรกิจผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรม พูดอย่างนี้คนฟังร้อยทั้งร้อยก็บอกกันว่า น่าจะคุยกันในเรื่องเข้าใจยาก ทองพล อุลปาทร ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท สุมิพล อธิบายเพิ่มเติมความเข้าใจว่า สุมิพล มาจากคำว่า ซูมิโตโม่ เพราะคุณพ่อ-จิระพันธ์ อุลปาทร บุกเบิกธุรกิจนี้ โดยเริ่มต้นจากการทำงานในกลุ่มบริษัท ซูมิโตโม่อิเล็กตริก กรุ๊ป ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย แล้วด้วยความมุ่งมั่นจึงได้เป็นผู้ถือหุ้นในที่สุด

ในวงการอุตสาหกรรม สุมิพล เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้จัดจำหน่ายเครื่องมืออุตสาหกรรมการผลิต ตั้งแต่ครื่องมือตัดแต่งขึ้นรูปโลหะ ตัดเจาะกลึง ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นอันดับต้นของวงการ เป็นผู้ผลิตเครื่องมือวัดอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในทุกๆ โรงงาน ผลิตเครื่องมือซ่อมบำรุง เครื่องจักรกลและอุปกรณ์โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการที่ดีเยี่ยม

เร็วๆ นี้ ในงานใหญ่ประจำปี Intermach 2016 งานแสดงเทคโนโลยีทางด้านเครื่องจักร เครื่องมือในงานอุตสาหกรรม (11-14 พ.ค.) ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงก็บอกว่ามีสินค้านวัตกรรมมาโชว์ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคอีกมากมายหลายชิ้น ถือเป็นการสานต่อธุรกิจในรุ่นที่สองที่กำลังก้าวสู่ทศวรรษที่สามอย่างก้าวแกร่ง

ทองพล อุลปาทร โชว์ก้าวแกร่งในวงการอุตสาหกรรม

 

ลูกชายคนโต (ต้อง) รับบทหนัก

ในช่วงทศวรรษแรกก้าวแรกของบริษัท สุมิพล คือบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานไม่กี่สิบคนโดยถือกำเนิดขึ้นบนถนนเอกมัย ในปี 2531 จัดจำหน่ายเครื่องมืออุตสาหกรรมประเภทงานตัดแต่งขึ้นรูปโลหะ นำเข้าแบรนด์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น และมุ่งหวังขยายงานให้เป็นศูนย์รวมเครื่องมืออุตสาหกรรมในอนาคต จากความพยายามอย่างต่อเนื่อง สุมิพล สามารถจัดหาสินค้าเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ 

มาถึงก้าวย่างของคนรุ่นที่สอง ทองพล คือผู้ต่อยอด ขยายการผลิตที่มีเพียงเครื่องมือตัดแต่งขึ้นรูปโลหะ เพิ่มผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องมือวัดละเอียดระดับโลก เข้ามาเสริมโดยมีเป้าหมายดำเนินงานรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

“แค่ให้อธิบายว่าธุรกิจเราทำเกี่ยวกับอะไร ก็เข้าใจยากแล้วนะครับ ถ้าถามว่าสมัยวัยรุ่นผมอยากสานต่องานของครอบครัวไหม ก็คงไม่มีเด็กคนไหนอยากทำ เข้ามาในโรงงานก็มีทั้งกลิ่นทั้งคราบน้ำมัน (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ผมอยู่ในช่วงคน Gen Y ก็อยากทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรม ก็ต้องถือว่าเป็นไฟต์บังคับที่ผมในฐานะลูกชายคนโต ก็ต้องมุ่งไปเรียนต่อปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประเทศญี่ปุ่น โดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องเอนทรานซ์มหาวิทยาลัยในเมืองไทยเลย” ทองพล บอกด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง

การสนทนากับนักธุรกิจแถวหน้าของวงการอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งจะเป็นผู้บอกได้ชัดเจนถึงสถานการณ์ข่าวสาร ที่วันนี้ฐานการผลิตโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ อาจโยกย้ายไปตั้งในประเทศเพื่อนบ้านแทนไทยเราเสียแล้ว และน่าจะมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในอนาคตอีกด้วย

“เออีซี 10 ประเทศ ไทยคือฐานใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเรื่องโรงงานผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรม รองลงมาคือ อินโดนีเซีย ซึ่งเคยบูมมากๆ มาพักหนึ่งนะครับ แต่ด้วยพื้นฐานหลายๆ อย่างไม่พร้อม และความเป็นเกาะทำให้มีค่าโลจิสติกส์สูงมากเกินไป จึงซบเซาเงียบลงไป มาเลเซียก็เน้นการผลิตเฉพาะในประเทศ และอีกประเทศที่ได้รับความสนใจขึ้นมาแทน ก็คือ เวียดนาม ที่มีค่าแรงถูกกว่าไทย

ทองพล อุลปาทร โชว์ก้าวแกร่งในวงการอุตสาหกรรม

ขณะที่พื้นฐานประเทศไทย เรามีซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งมานานกว่า 50 ปีแล้วนะครับ เรามีโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ครบวงจร โดยเฉพาะจุดเด่นของเราคือ โลเกชั่น การโยกย้ายฐานการผลิตทำไม่ได้ง่ายๆ แน่นอนครับ ทำให้ไทยเข้มแข็งที่สุดในภูมิภาคนี้กับการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์

พูดถึงเวียดนามค่าแรงของเขาถูกกว่าเราก็จริง แต่เหมาะสำหรับสินค้าที่ผลิตไม่ยากนัก เช่น โรงงานเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ปัจจุบันเราแข่งขันกับเขายากเพราะต้นทุนในเรื่องค่าแรงเขาถูกมาก จึงทำให้โรงงานสิ่งทอล้มหายตายจากไปจากรังสิตเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว แต่สำหรับฝั่งอุตสาหกรรมหนักถ้านักลงทุนใหญ่ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องการแรงงานมีฝีมือก็ต้องมาไทยแน่นอนกว่าครับ” ทองพล อธิบายชัดเจน เข้าใจง่าย 

จากยอดรายได้ในปีที่ผ่าน ราว 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในรุ่นบุกเบิกสร้างไว้ได้อย่างมั่นคง และการต่อยอดพัฒนาในรุ่นที่สอง ทองพลบอกว่าต้องดำเนินไปอย่างมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงนี้

“ผมโชคดีครับที่การทำงานของผมกับพ่อ เหมือนแพ็กเกจที่ผสานความต่างของคนสองรุ่นเข้าไว้ด้วยกัน คนเจนสองมีสไตล์การทำงานรวดเร็วกว่าเจนหนึ่ง ผมจะมุ่งไปข้างหน้า 1-2-3-4 โดยบางครั้งก็คำนึงถึงจุดไม่ระมัดระวัง แต่ผมมีพ่อเป็นจุดบาลานซ์ในวันที่ผมพุ่งไปข้างหน้า พ่อคอยดึงอยู่หลัง คอยบอกเรื่องความเสี่ยง ชี้ให้เห็น Worst Case ในสิ่งที่อาจเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ผมเสียใจคือไม่ทันเหตุการณ์ ปี 2540 ตอนนั้นยอดขายรถยนต์ลดฮวบทำให้ฝั่งอุตสาหกรรมเรากระทบแรงมาก ผมเรียนหนังสืออยู่ญี่ปุ่น คุณพ่อพยายามรักษาสถานะการเงินที่ดีของบริษัทจนผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งไปได้

ผมมาเจอช่วงปี 2549 วิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) ซึ่งก็ลากไม่ยาวแค่ปีเศษเท่านั้น ก็โชคดีไป ถ้าวิกฤตยาวนานกว่านี้ ก็อาจกระทบหนักเกินไปสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามารับไม้ต่อเมื่อสิบปีที่แล้ว ซึ่งต้องทำงานในแบบรับคำสั่ง ปัญหา และหาวิธีแก้ไข”  ทองพล กล่าว

ทองพล อุลปาทร โชว์ก้าวแกร่งในวงการอุตสาหกรรม

 

นักธุรกิจพันล้านบุคลิกเรียบง่าย

บุคลิกการพูดจาดูเรียบง่าย แต่ก็แฝงไปด้วยความเนี้ยบเป๊ะ ความระเบียบจัด แสดงออกในการพูดจาสื่อสารชัดเจนทุกๆ ประโยค

“สิ่งมีค่าที่สุดที่ผมได้มาจากรุ่นพ่อ คือท่านได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบญี่ปุ่นไว้อย่างแข็งแกร่ง ตั้งแต่ในเรื่องระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา การเคารพองค์กร ในเวลานี้ สุมิพล เป็นบริษัทไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มีวิธีทำงานในแบบญี่ปุ่นแท้ เช่น พนักงานไม่กลับบ้านในเวลาเลิกงาน เป็นที่รู้กันครับว่าหลัง 6 โมงครึ่ง ทำงานไม่มีโอที ชีวิตงานไม่ติดกับแค่เรื่องค่าตอบแทนเท่านั้น ผมเคยฝึกงานตอนเรียนซัมเมอร์ในญี่ปุ่น ก็จะต้องรอกลับบ้านพร้อมนายในตอน 4 ทุ่ม ทุกคนเดินเข้ามาในบริษัทต้องสวัสดีกัน ถ้าคนนอกเดินเข้ามาก็ต้องลุกพรึ่บทั้งออฟฟิศเพื่อแสดงการต้อนรับ เป็นวัฒนธรรมที่เราปลูกฝังกันมายาวนานกว่า 30 ปี

ความเข้มแข็งตรงนี้ทำให้ผมโชคดี สามารถออกไปต่อยอดทำธุรกิจที่อยากทำได้อีกเยอะแยะ ผมทำร้านกาแฟ นำเข้ากิฟต์ช็อปจากญี่ปุ่น ทำบริษัทอีเวนต์มาร์เก็ตติ้ง ทำค่ายมวย (หัวเราะ) มีเวลาก็ออกไปทำได้สบายใจครับ ด้วยไม่ต้องกังวลเพราะปัญหาที่เกิด ซึ่งก็ล้วนเกิดจากคนทำงานทั้งสิ้น พนักงานเริ่มต้น 40 คน เวลานี้ 180 คน และด้วยรากฐานเรื่องวัฒนธรรมองค์กรที่ดีช่วยลดปัญหาไปได้เยอะเลยครับ” ทองพล บอกพร้อมรอยยิ้ม

การสร้างวัฒนธรรมนี้ต้องสั่งสมกันยาวนาน ทองพล บอกว่าพ่อเคี่ยวกรำเขาหนักพอดู ตั้งแต่เส้นทางการศึกษาไปเรียนรู้วิถีนักธุรกิจสายเลือดอาทิตย์อุทัย ห้ามกลับไทยในทุกซัมเมอร์เพราะต้องฝึกงานที่นั่น แล้วเมื่อเรียนจบก็ต้องหาประสบการณ์การทำงานโดยไม่ได้กลับบ้านทันที

“ช่วงนั้นพ่อก็จะโทรศัพท์หาผมทุกๆ วัน ไม่ใช่ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเท่านั้นนะครับ แต่พ่อจะบอกเล่าให้ผมฟังว่าวันนี้บริษัททำอะไรไปบ้าง และพ่อได้ตัดสินใจแก้ไขปัญหาอะไรไปแล้วบ้าง

ทำให้เป็นพื้นฐานสร้างการทำงานวันนี้ครับ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท สุมิพล หน้าที่หลักของผมคือออกไปพบลูกค้า รับปัญหากลับมา และแก้ไข การทำงานในสถานการณ์แบบนี้ทำให้ผมมีหลักในการทำงาน คือ การเปลี่ยนแปลง พัฒนา จะต้องทำได้เสมอ เพราะทำให้เกิดไดนามิคมีการเคลื่อนไหวภายในองค์กร แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องเกิดความต่อเนื่องต่อไปได้อีกด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นอย่าเปลี่ยน อย่าทำ เพราะตอนที่ผมเข้ามาใหม่ๆ ก็อยากเปลี่ยนไปเสียทุกๆ เรื่อง

อย่างที่บอกผมกับพ่อทำงานเป็นแพ็กเกจ พ่อก็คอยดึงไว้ วันนี้การเปลี่ยนแปลงก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ครับ ผมยกตัวอย่างเช่น ในสมัยพ่อคู่แข่งในตลาดไม่มีเกรย์มาร์เก็ตในกลุ่มอุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง เราอยู่นิ่งๆ เราก็แพ้ สิ่งที่คนในสุมิพลต้องคิดต้องทำ คือ กล้าเปลี่ยนแปลง ทำให้ต่อเนื่อง และที่สำคัญคือต้องเร็วพอเราจึงจะทันรับโอกาสใหม่ที่เข้ามา ภาวะเศรษฐกิจขาลงครั้งนี้ ลงยาวครับ และเป็นไปทั่วโลก ทำให้เราต้องเตรียมรับสถานการณ์ใหม่ที่ท้าทายเราอยู่เสมอครับ” ทองพล บอกทิ้งท้ายชัดเจน

การเป็นสมาชิกในครอบครัวที่สร้างความเป็นปึกแผ่นไว้อย่างแน่นหนา ไม่ใช่การก้าวไปบนกลีบกุหลาบแต่อย่างใด การสร้างงานต่อ ก่องานใหม่ ในฐานะที่เป็นเจเนอเรชั่นถัดมา คือความท้าทายที่คนรุ่นใหม่ต้องหยัดยืน

ข่าวล่าสุด

"บิ๊กโจ๊ก" ส่งทนายความแจ้งเอาผิด อดีตลูกน้อง"ฐานแจ้งความเท็จ"