ใช้ชีวิตละเมียดละไมแบบ อานันท์ ลี้กุลเจริญ
ถึงแม้ วิลเลี่ยม-อานันท์ ลี้กุลเจริญ จะเป็นทายาทน้ำดื่มแบรนด์สุพรีม
โดย...วราภรณ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช
ถึงแม้ วิลเลี่ยม-อานันท์ ลี้กุลเจริญ จะเป็นทายาทน้ำดื่มแบรนด์สุพรีม แต่เขาก็ขอกลับมาช่วยธุรกิจของที่บ้านแบบเฉพาะกิจในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด เพื่อช่วยคุณแม่ที่ต้องกลับไปดูแลคุณยายสักพักหนึ่ง เร็วๆ นี้ อานันท์มีแผนกลับไปทำงานด้าน Operation Manager @ Morimoto Bangkok ซึ่งถือเป็นงานที่ตรงกับการใช้ชีวิตของเขามากที่สุด คือ ดึงความชอบส่วนตัวของเขาเข้ามาไว้ในงานได้อย่างลงตัว เพราะงานบริหารร้านอาหารเป็นงานที่ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ทำให้ทุกวันแห่งการทำงานของเขาเต็มไปด้วยความสุขและสนุกกับการบริหารคน
กว่าจะค้นพบความชื่นชอบของตัวเองได้ หนุ่มวิลเลี่ยมต้องลองงานมาแล้วหลายรูปแบบ ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ก็เคยไปลองงานด้านโฆษณาและสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเขาก็ชอบ ทำให้เขาเลือกเรียนปริญญาตรีด้าน BFA Communication Design Emphasis in Advertising (Art Direction) ที่สถาบันศิลปะชื่อดังของโลกอย่าง Pratt Institute ที่ย่านบรูคลิน กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ ซึ่งในขณะนั้นเขาก็รักงานศิลปะและก็ชอบถ่ายภาพด้วย
หลังศึกษาจบเขายังไม่กลับเมืองไทยทันที ยังหาประสบการณ์ด้วยการไปเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ให้กับนิตยสารในนิวยอร์กและมีผลงานถ่ายภาพของเขาลงตีพิมพ์ด้วย จากนั้นเขาผันตัวเองไปทำงานร้านอาหารโดยเริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารอิตาเลียน และไต่ขึ้นสู่ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ แมเนเจอร์ โดยเขาทำงานที่ร้านอาหารในสหรัฐนานถึง 2 ปี และค้นพบว่าการเป็นนักบริหารร้านอาหารเป็นงานที่สนุกและท้าทายที่สุด วิลเลี่ยมจึงกลับมาทำงานในตำแหน่ง เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ แมเนเจอร์ ที่โรงแรมระดับห้าดาวของเมืองไทยอย่าง ดับเบิ้ลยู โฮเต็ล ก่อนที่จะกลับมาดูแลธุรกิจของที่บ้านแบบเฉพาะกิจ เพื่อช่วยคุณแม่ที่กลับไปดูแลคุณยายที่กำลังป่วย
“ผมกลับมาช่วยธุรกิจของที่บ้านแค่ชั่วคราว โดยช่วยดูแลในส่วนการตลาดเป็นหลัก เพราะตรงกับสิ่งที่ผมจบมา แต่เร็วๆ นี้ผมจะกลับไปทำงานในสายงานเดิมของผม เพราะผมมีความฝันว่าอยากมีบูติกโฮเต็ลขนาดกลางเป็นของตัวเอง ซึ่งผมตั้งใจจะมีตอนอายุต้นๆ 30 ครับ”
ย้อนกลับไปตลอดการใช้ชีวิตเรียนหนังสือที่นิวยอร์กนับสิบปีที่ได้เรียนรู้โลกกว้าง หนุ่มวิลเลี่ยมเรียนรู้อะไรมากมายในทุกช่วงจังหวะของชีวิต เช่น ขณะที่เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ตลอด 6 เดือน ก็ตรงกับความชื่นชอบของตัวเองคือ ชอบแฟชั่น โดยภาพที่เขาถนัดถ่ายที่สุดคือภาพบุคคล แต่นอกเหนือจากได้ทำในสิ่งที่รักแล้ว ยังสอนให้เขาได้เรียนรู้ว่านิวยอร์กแข่งขันกันสูงมาก ดังนั้นเขาจึงต้องสเต็ปอัพ
ตัวเองอยู่ตลอดเวลา
“อยู่นิวยอร์กเราต้องแข่งกับคนอื่นตลอดเวลา เพราะมีช่างภาพที่เก่งเป็นร้อยเป็นพันคน ตอนเป็นช่างภาพเวลาไปไหนผมจะพกกล้องฟูจิ คอมแพกต์เล็กๆ ติดตัวตลอดเวลาเพราะคล่องตัวกว่ากล้องใหญ่ แต่ที่นิวยอร์กภาพธรรมชาติบนท้องถนนถ่ายยาก เพราะกฎหมายแรง ถ่ายเก็บดูส่วนตัวได้แต่ตีพิมพ์ไม่ได้
จนมาถึงจุดหนึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกดีกว่าเอาเป็นงานจริงจัง ผมจึงเริ่มค้นหาตัวเอง เพราะเกือบ 10 ปีในนิวยอร์กสอนให้ผมรู้ว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ทุกอย่างต้องแข่งขันกับคนอื่น อีกทั้งนิวยอร์กเป็นเมืองใหญ่ จึงแข่งขันสูงทั้งงานด้านการตลาด การเงินและด้านดีไซน์ ศิลปินดังๆ ของโลกก็อยู่นิวยอร์กมากมาย ทำให้ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจ รวมทั้งแฟชั่น ดีไซน์ มิวสิค ผมชอบงานดีไซน์ ชอบฟังเพลง และชอบด้านอาหาร รู้สึกว่าผมทำงานด้านบริการได้ดี ซึ่งการทำงานเซอร์วิสลูกค้าในร้านอาหารตลอด 2 ปีที่นิวยอร์กสอนผมเยอะมาก งานเซอร์วิสทำให้ผมได้เจอผู้คนมากมาย ได้เรียนรู้การบริหารคนและทำงานกับคนมากๆ ซึ่งผมสามารถปรับใช้กับงานต่างๆ ได้ทั้งหมด”
สไตล์การทำงานของหนุ่มวิลเลี่ยม ที่สามารถปรับใช้ได้กับทุกธุรกิจ คือ หากเราจะบริหารลูกน้องให้ได้ดี เราต้องซื้อใจพนักงานให้ได้ “ผมเป็นคนค่อนข้างคิดถึงใจคนอื่นก่อน ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นหัวหน้า เพราะทุกคนมีหน้าที่และทำตามหน้าที่รับผิดชอบเหมือนกันหมด ผมจึงไม่เคยดูถูกคนที่ตำแหน่งต่ำกว่า ยิ่งที่นิวยอร์กแต่ละคนต่างเชื้อชาติต่างที่ไปที่มา การดูแลบริหารแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องใช้หลักจิตวิทยา อย่างเราเป็นพนักงานเราต้องอ่านใจลูกค้า รวมทั้งอ่านใจพนักงานด้วยกันเพื่อเราจะได้เข้าใจตัวเขา หลีกเลี่ยงความขัดแย้งกันไปให้ได้ บางคนมีกำแพงกั้นระหว่างเรากับเขา เพราะลูกน้องบางคนอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยดังนั้นเราอย่าทุบกำแพงของเขาให้แตกทันที เราต้องให้พื้นที่เขา บางคนไม่เก่งทำงานด้วยคำพูด เราจะบังคับด้วยการบีบเขาไม่ได้ อันนี้คือหลักการทำงานของผม”
หากถามว่างานในตำแหน่งผู้จัดการเรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ สนุกตรงไหน หนุ่มวิลเลี่ยมบอกว่า เรื่องเครื่องดื่มอยู่รอบตัวเขาอยู่แล้ว เพราะคุณพ่อทำน้ำดื่มมาตั้งแต่เขาเด็กๆ ส่วนคุณน้าก็ทำงานบริหารโรงแรมของครอบครัว ซึ่งงานดีไซน์เขาก็ชอบ ขอบข่ายงานผู้จัดการร้านอาหารหน้าที่หลักๆ คือต้องดูเรื่องดีไซน์เมนู นอกเหนือไปจากการดูแลบริหารและจัดการคนให้มีปัญหาน้อยที่สุด
“ผมจัดเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ ทุกอย่างต้องเป๊ะ หน้าที่ของผมคือการจัดการเทรนนิ่งพนักงาน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของอาหารที่เชฟครีเอทขึ้นมาในแต่ละจาน และนำความไปบอกเล่าให้ลูกค้าได้รับรู้ ดังนั้นพนักงานต้องรู้ว่าอาหารแต่ละงานถูกสร้างสรรค์มาอย่างไร ส่วนผสมอาหารในแต่ละจานมีอะไรบ้าง หรือเวลาที่มีสื่อมาถ่ายรีวิวร้านอาหาร ผมจะช่วยดูช่วยจัดองค์ประกอบภาพว่าจะให้ออกมาสวยได้อย่างไร”
สำหรับแง่มุมการใช้ชีวิต วิลเลี่ยมในวัยเพียง 25 ปี ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่า ไม่ต้องการความมั่นคงในหน้าที่การงานมากนัก แต่รักที่จะท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ จึงทำให้เขารู้สึกกระตือรือร้นและทะเยอทะยานในการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อค้นหาศักยภาพที่ใหม่ๆ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนและดึงความสามารถนั้นออกมา
ทำงานในวงการอาหารและเครื่องดื่มตลอด 4 ปีของอานันท์ ทำให้เขาใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของบูติกโฮเต็ลของตัวเองที่เน้นงานดีไซน์ควบคู่ไปกับงานบริการที่ดี
“ผมให้ความสำคัญกับงานดีไซน์มากๆ เพราะดีไซน์ที่เตะตาคนอื่นจะเป็นตัวดึงดูดคนให้มาที่โรงแรม เรามีเซอร์วิสมาคู่กับงานดีไซน์สำคัญเพราะลูกค้าไม่ได้มาถ่ายรูปอย่างเดียว ถ้าการเสิร์ฟอาหารของเราแย่ ลูกค้าคงไม่กลับมา และคงไม่มีความภักดีในแบรนด์ของเรา งานโรงแรมจึงขึ้นอยู่กับงานเซอร์วิสล้วนๆ
ถ้าผมมีโรงแรมขนาดกลางเป็นของตัวเอง ผมมองทำเลในกรุงเทพฯ แถวๆ อารีย์ พหลโยธิน เพราะยังไม่แออัดเกินไป ผมอยากให้ลูกค้าไปโรงแรมของผมด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ได้มาพักผ่อนจริงๆ ซึ่งมันตรงกับแนวคิดการพักผ่อนของผมคือ ทำงานส่วนทำงานซึ่งผมทุ่มเทเต็มที่ แต่พอถึงจุดพักผมขอไปต่างจังหวัดเลย ไม่ว่าจะไปหัวหิน พัทยา เขาใหญ่ ผมชื่นชอบมากๆ ไปเพื่อลิ้มรสชาติของอาหารที่อร่อย ได้ไปดูงานดีไซน์ของโรงแรมต่างๆ ไปดื่มด่ำกับบรรยากาศดีๆ ทำให้เราได้รีเฟรชตัวเอง อีกทั้งทำให้ผมได้ลองอะไรใหม่ๆ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์กับงานในอนาคตได้ อย่างเรื่องกินอาหารผมสามารถกินได้ทั้งสตรีทฟู้ด ถึงมิชลินสตาร์ ทำให้ผมได้ประสบการณ์ที่ต่างกัน”


