คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.-24 มี.ค.2549 จำเลยกับพวกได้ร่วมกันตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณสนามหลวง พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และจำเลยที่ 2 นำข้อความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการออกเผยแพร่ โดยเมื่อวันที่ 6 มี.ค. จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่า ไม่มีนายกฯ คนไหนในโลกนี้ ที่เอาเงินไปซื้อประชาชนให้ รักตัวเองมากขนาดนี้ เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2549 ใช้เงินไปกว่า 300 ล้านบาท
ต่อมาวันที่ 10 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอีกว่า ได้รับข้อมูลลับจากนายทหารระดับ นายพล ว่ามีการสั่งทีมสังหารจากภาคใต้- ภาคอีสาน ให้จัดการลอบสังหารตนเอง ด้วยปืนติดกล้อง
นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มี.ค. 2549 จำเลยที่ 1 ได้ปรายศรัยว่า เมื่อตอนตี 4 ของวันที่ 13 มี.ค. เวทีกู้ชาติที่ภูเก็ต ถูกลูกน้องของนายหน้าเหลี่ยมเผาได้รับความเสียหาย ในวันที่ 16 มี.ค.นายสนธิจัดปราศรัยที่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีคนบ้าเป็นนายกรัฐมนตรี ระดับความบ้าของนายกฯ คนนี้โรงพยาบาล บ้าก็เอาไม่อยู่ ก็เลยต้องไล่ให้ไปสิงคโปร์
ต่อมาในวันที่ 22 มี.ค.บริเวณแยกมิสกวัน จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอันเป็นความเท็จว่า ชาติบ้านเมืองกำลังวิบัติ เพราะเรามีนายกฯ ที่ หมกมุ่นเรื่องไสยศาสตร์ ก่อนที่จะมีเหตุทุบพระพรหม มีหมอเขมรไปปัดกวาดพระภูมิที่ทำเนียบแล้ว เอาคุณไสยไปใส่ หลังมีการทุบพระพรหมแล้ว นายกฯ ไปที่เกิดเหตุเอาเคล็ด ไปฝังรูป ฝังรอย เพราะต้องการจะเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่า โจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเองนั้น เป็นการกล่าวอ้างด้วยความสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และที่ปราศรัยว่า โจทก์เป็นคนบ้านั้น ไม่ ปรากฏว่ามีผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นความจริง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ให้ยกฟ้อง
ส่วนจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในประเด็นเรื่องการลอบสังหาร การส่งลูกน้องไปเผาเวทีพันธมิตรกู้ชาติที่ จ.ภูเก็ต และกล่าวหาว่า โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลื่อมใสใน ไสยศาสตร์ มักใหญ่ใฝ่สูง หวังใช้ไสยศาสตร์ให้ตัวเองเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จำเลยไม่ได้นำสืบพิสูจน์ความจริง ข้อต่อสู้เป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐาน หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี และให้ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 4 หมื่นบาท
พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่า จำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์
ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งกายของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง และตัวอักษรที่ หน้าอกเสื้อคำว่า เราจะสู้เพื่อในหลวง ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบัน อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุก หมู่เหล่าต้องเทิดทูล เป็นการแยกประชาชน คนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่าย ตรงข้ามสถาบัน นับเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ต่อประเทศชาติ
การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวกในทางการเมือง เป็นพฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลหรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลอาญาที่พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอ ลงอาญา ฐานหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม และอดีต รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวหา นายภูมิธรรมร่วมพรรคคอมมิวนิสต์
ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็น บรรณาธิการเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 2 ลงคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน รวม 4 ฉบับ เป็นเวลา 5 วัน ติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
ด้านนายสนธิ ได้ยื่นคำร้องพร้อมกรมธรรม์ประกันตัวมูลค่า 3 แสนบาท และยืนยันจะยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป