แต่ทว่า การจะตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองไหน หรือบุคคลแบบใดเข้ามาทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย ก็คงจะไม่ใช่แต่ ดูที่นโยบายหาเสียงอันสวยหรู หรือตัวบุคคล ที่มีชื่อเสียงบารมีอย่างเดียว
หากแต่ต้องย้อนกลับไปดูประวัติย้อนหลังเช่นเดียวกันว่า สถานการณ์บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสนล้วนเกิดขึ้นจากผลงานของนักการเมืองในอดีตที่ได้สร้างปัญหาไว้มากมาย
โดยเฉพาะการใช้อำนาจหน้าที่เข้ามาหาประโยชน์จากทรัพย์สมบัติประเทศชาติเข้ากระเป๋าตัวเองและครอบครัวจนกลายเป็นแฟชั่นนิยมให้นักการเมืองรายอื่นยึดถือปฏิบัติบ้างอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
ดังนั้น จึงต้องร่วมกันฉุกคิดก่อนที่จะเข้าไปคูหาวันที่ 23 ธ.ค. เช่นเดียวกัน ว่าเรา ควรจะจรดปากกากากบาทเลือกตัวแทนที่มีจิตใจแน่วแน่ ต้องการขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน หรือจะเลือกผู้สมัครภายใต้พรรคการเมืองที่กำลังจะเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ให้กับนักการเมืองที่มีพฤติกรรมโกงกินทรัพยากรประเทศชาติ และกำลังถูกดำเนินคดีหรือไม่
สิ่งเหล่านี้จึงต้องตระหนักให้ถ้วนถี่
ท่ามกลางการเดินหน้าหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ จนแทบจะไม่ค่อยมีพรรคการเมืองไหนเน้นย้ำเรื่องการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน หรืออาจจะแกล้งลืมไปก็ได้ เพราะเกรงว่ากระทบต่อพฤติกรรมตัวเองและพรรคที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วย
สิ่งที่น่าจะเป็นตัวอย่างกระตุ้นเตือนให้ตระหนักรู้ความเจ็บช้ำในอดีตอันเป็นผลพวงจากการทุจริตคอร์รัปชัน ก็เห็นจะเป็นการทำงานของคณะกรรมการการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
แม้จะช้าไปบ้างแต่ก็ถือว่าน่าจะเป็น ประโยชน์ในช่วงนี้ เมื่อล่าสุด คตส.ได้จัดพิมพ์หนังสือปกเหลืองสรุปผลการทำงานในรอบ 1 ปี ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สมุดปกเหลือง คตส.มีหน้าปกเป็นรูปใบตองแห้ง จัดพิมพ์จำนวน 5 หมื่นเล่ม เพื่อเตรียมแจกจ่ายให้กับประชาชน ในวันที่ 20 ธ.ค. นี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. เนื้อหาในหนังสือมีหลายประเด็นที่ประชาชนควรจะได้นำไปศึกษาและตระหนัก เช่น มีการรายงานความคืบหน้าและความเสียหาย ในคดีต่างๆ
น่าสนใจกว่านั้น คตส.ยังได้รวบรวมด้วยว่า ในบรรดาสารพัดคดีโกงเมื่อคำนวณเป็นตัวเงินแล้วพบว่ามูลค่าความเสียหายที่รัฐได้รับเป็นเงินรวมประมาณ 184,872,773,752 บาท โดยบางคดียังไม่มีการระบุค่าความเสียหายเอาไว้ ดังนั้นหากรวมทุกคดีจะมีตัวเลขความเสียหายมากกว่านี้
นอกจากนี้ ยังมีการตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของนาย สัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแทน คตส.ที่ออกมาระบายความในใจในการทำงานในช่วง ที่ผ่านมา
นายสัก กล่าวไว้ในหนังสือว่า ปัญหาการทำงานของ คตส.มีทั้งหน่วยงานราชการส่วนใหญ่เกียร์ว่างไม่ให้ความร่วมมือ แม้แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ให้ความร่วมมือกับ คตส.เท่าที่ควร เช่น การไม่ออกเป็นมติ ครม.ในการสั่งให้หน่วยงานรัฐ ให้ความร่วมมือกับ คตส.
พร้อมกันนี้ยังได้แสดงความข้องใจกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่กล้ามากลับมาต่อสู้คดีในประเทศไทย โดยระบุว่า ถ้าไม่ผิดอย่างที่พูด พยานหลักฐานไปไม่ถึง ทำไมไม่กล้ากลับมาต่อสู้ที่เกิดปัญหาในขณะนี้ เนื่องจากมีการจ้างลอบบียิสต์ จ้างทนายความ ทั้งในและต่างประเทศไปสร้างความเสียหายให้กับประเทศอื่นในต่างประเทศมากมาย
สิ่งที่คนที่บอกว่ารักชาติรักประเทศ รักสถาบันสูงสุดแต่ที่ได้กระทำไปทำให้ไม่แน่ใจว่ารักประเทศจริงหรือเปล่า หรือรักทรัพยากรและสัมปทานของประเทศมากกว่า ซึ่งในช่วงหลังก็ให้ทนายมาพูดว่า สมานฉันท์เถอะ จะได้กลับมาต่อสู้คดีให้เลิกแล้วกันไป ขอกันกินมากกว่านี้ คำนี้สะกิดใจผม เพราะ คตส.เลิกไม่ได้ ประนีประนอมกับใครไม่ได้ ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก สำนวนอย่างไรเป็นอย่างนั้น
สื่อฯ มักจะถามว่า ถ้าอดีตนายกฯ กลับมา กระทบงาน คตส.หรือไม่ คตส.กลัวหรือไม่ ขอชี้แจงว่า คตส.ไม่กลัวครับ เพราะสำนวนทุกสำนวนของ คตส. ประกอบด้วยพยานหลักฐาน เอกสาร ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายชัดเจน ถ้าไม่ชัดเจนเราไม่ส่งฟ้อง คำถามว่าจะลงโทษผู้กระทำผิดได้หรือไม่ เนื่องจากคดีของ คตส.ศาลยังไม่ตัดสิน ผมก็ตอบไม่ได้ ผมเลยย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า สมัยคดี กกต. 3 คน เคยคิดไหมว่า กกต.จะติดคุก จะเจอชะตากรรมอย่างนี้ แต่ถ้าพยานหลักฐานชัดเจน เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อีกอย่างแน่นอน นายสัก กล่าว
นอกจากนี้ โฆษก คตส.ยังได้ย้ำอย่างตรงไปตรงมาอีกว่า คตส.ยังไม่พอใจงานที่ตัวเองทำ เพราะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เกิดจากเกียร์ว่าง การสนับสนุนไม่เต็มที่ การประวิงเลื่อนแล้วเลื่อนอีก คะแนนที่ให้มาเป็นเพียงคะแนนกลางเทอมเท่านั้น ยังไม่ใช่สอบไล่ปลายปี คะแนนสอบไล่ปลายปีผลงานของเรารอการประเมินจากศาล แต่อย่างน้อย 2 คดีที่ออกไป อัยการฟ้อง ศาลอาญารับฟ้อง คดีไปศาลฎีกา อัยการฟ้อง ศาลรับฟ้องตามสำนวนของ คตส. อย่างน้อยสำนวนของ คตส.สอบผ่าน ส่วนที่ทนายของอดีตนายกฯ บอก คตส.ไม่มีผลงาน เพราะกล่าวหาอดีตนายกฯ ทำผิด 1 ปีแล้ว ยังไม่มีคำพิพากษาว่าทำผิดนั้นเป็นเรื่องที่เกิดจากอดีตนายกฯ หนีศาล ไม่ใช่ความผิด คตส. ถ้ามาสู้คดีอาจจะมีคำพิพากษาแล้วก็ได้ แต่นี่หนีศาลแล้วยังมาพูดอีกว่า ยังไม่มีคำพิพากษาตัดสินกระทำผิดเลย ถ้าไม่ผิดทำไมไม่กลับมาต่อสู้คดี
นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในหนังสือปกเหลือง คตส. ซึ่งมาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งพอดี