สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะโครงสร้างของพรรคที่ประกอบไปด้วยอดีต ส.ส.ในภาคอีสานจากกลุ่มต่างๆ ทำให้ถูกหมายหัวจากพรรคพลังประชาชน ให้เป็นศัตรูหมายเลข 1 ในแดนดินถิ่นอีสาน
ขณะเดียวกัน สุวิทย์ คุณกิตติ ก็ให้ความสำคัญกับพื้นที่เป็นพิเศษ โดยเร่งหาคะแนน จากพื้นที่ดังกล่าวติดต่อกันมาแล้วหลายครั้ง และยิ่งในช่วง 2-3 สัปดาห์ จนถึงช่วงเวลานี้ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ลงพื้นที่ด้วยตัวเองมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง
กลยุทธ์สำคัญในช่วงโค้งสุดท้ายของ สุวิทย์ มีอยู่หลายต่อหลายอย่าง แต่เน้นที่ 5 กลยุทธ์ คือ 1.การประกาศขอเป็นคนกลางในการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับเข้ามาในประเทศไทย เพื่อพิสูจน์คดีการทุจริตในชั้นศาล พร้อมกับการันตีความปลอดภัย โดยมีเงื่อนไขว่า พรรคเพื่อแผ่นดินต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล 2.นโยบายประชานิยม เช่น กองทุนหมู่บ้าน ชลประทานระบบท่อ และ SML
3.การเข้ามาอาสาเป็นนายกฯ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างขั้วเอา กับไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ 4.ขอเป็นนายกฯ ชาวอีสาน คนที่ 2 ต่อจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย และ 5.แนวคิดแปรสภาพ จ.ขอนแก่น ให้เป็น สุวิทย์บุรี โดยใช้โมเดลแบบที่ บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เคยใช้กับ จ.สุพรรณบุรี
หากลองมองเข้าไปในแต่ละกลยุทธ์ที่ว่ามานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นกลวิธีที่ใช้ กระแสทักษิณในทางอ้อม เพื่อปูทางให้พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมไปถึงการเล่าความหลังเกี่ยวกับตำนานนายกฯ 18 เสียง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งการทำการเมืองในลักษณะนี้ เพื่อต้องการที่จะสื่อ และให้คำตอบกับชาวบ้านว่า พรรคเพื่อแผ่นดิน มีโอกาสเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าจะไม่ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้ง
ต้องยอมรับว่า จุดหนึ่งที่ทำให้พรรคเพื่อแผ่นดิน สามารถตะลุยเจาะอีสานได้ดี และง่ายมากกว่าพรรคอื่นๆ กลับไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ ทางการเมือง หรือการประชาสัมพันธ์ แต่อยู่ที่ พ่อใหญ่สุวิทย์ ไม่เคยมีการพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ในทางลบแม้แต่คำเดียว
ไม่เพียงเท่านี้ พ่อใหญ่สุวิทย์ ยังมีจุดแข็งที่พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่มี สำหรับการลงพื้นที่หาเสียงในภาคอีสาน คือ การเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่สามารถปราศรัยเป็นภาษาอีสานได้ ต่างกับ 2 คู่ชิงนายกฯ อย่าง สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่สามารถพูดภาษาอีสานได้เลยแม้แต่คำเดียว
ปัญหานี้อาจไม่ส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชาชนมากนัก เพราะเป็นพรรคที่มีฐานเสียงอยู่ในภาคนี้พอสมควร จะมีอุปสรรคก็ตรงที่หัวหน้าพรรคไม่ประสีประสาภาษาอีสาน ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่บางทีอาจกลายเป็นปัญหาที่คาดไม่ถึงก็ได้
ไม่ต่างอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากปัญหาก็คือ ไม่มีฐาน ส.ส.ในพื้นที่มาก บวกกับอุปสรรคทางด้านภาษาเข้าไปอีก เป็นการซ้ำเติมโอกาสในการปลูกสะตอในถิ่นอีสาน ผ่านแนวคิดวาระประชาชน ให้ยิ่งริบหรี่มากขึ้นไปอีก
เมื่อ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ต่างประสบปัญหาที่แตกต่างกัน และจากการประเมินตัวเลข ส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสาน ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งมั่นใจว่า จะมี ส.ส.มากกว่า 30 ที่นั่ง ส่งผลให้ชั่วโมงนี้เป็นโอกาสทองทางการเมือง ในการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสูงสุดของประเทศ มากที่สุดนับตั้งแต่ที่เจ้าตัวเคยประสบมา
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจุดแข็งในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งล้วนมาจากการเพียรพยายามสร้างมานานหลายเดือน ทำให้พอมีลุ้นว่า จะสามารถเข้าไปเป็นนายกฯ คนอีสานได้ แต่สำหรับสนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม เพราะจากผลการสำรวจหลายครั้งจะเห็นได้ว่า ยังไม่ได้รับการตอบรับมากนัก ซึ่งสะท้อนได้จากตัวเลขประมาณ 1-2% ที่คนเมืองหลวงจะเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินมาเป็นนายกฯ ถือว่าคะแนนห่างกันลิบลับกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีกว่า ทั้งๆ ที่ไม่สามารถจะซื้อใจคนอีสานได้เหมือนกับพรรคเพื่อแผ่นดิน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ สุวิทย์ ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก น่าจะมาจากความต้องการของหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่วางตัวเป็นกลางทางการเมือง ผ่านการประกาศต่อหน้าสาธารณชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า พฤติกรรมนี้อาจมองได้ว่า เป็นการแทงกั๊กทางการเมือง ซึ่งเป็นแนวคิดทางการเมืองที่คนเมืองหลวงไม่ให้การยอมรับสักเท่าไหร่
บวกกับแนวคิดในการประสานให้อดีตนายกฯ กลับเข้ามาในประเทศไทย เพื่อพิสูจน์คดีการทุจริต โดยไม่มีหลักประกันว่า ถ้าอดีตนายกฯ กลับมา จะไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้น ผลการสำรวจที่ออกมาจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจนัก
เพราะฉะนั้นหาก สุวิทย์ คุณกิตติ จะได้รับการยอมรับในพื้นที่ภาคอีสานในระดับที่ดี แต่เมื่อกระแสของคนเมืองหลวงยังปฏิเสธอยู่ ก็คงไม่มีความหมาย เพราะการเมืองที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มี ส.ส.ล้นสภา แต่ไม่สามารถต้านทานกระแสของคนเมืองหลวงได้ จนต้องกระเด็นออกจากเก้าอี้มาแล้ว